SCBS Offshore Stock Update

28/09/2022 UNH UNH  ร่วมมือ WMT  ในการให้บริการด้านสุขภาพ / แนะลงทุนหลีกเลี่ยงความผันผวนตลาด
  • UNH ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Walmart เพื่อให้บริการด้านสุขภาพของ UNH ผ่านคลินิก WalmartHealth เช่น บริการตรวจสุขภาพและจ่ายยา ซึ่งครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในแผน Medicare Adavantage (MA) , ให้คำปรึกษาทางด้านการแพทย์, ออกแผนประกันสุขภาพ ฯลฯ โดยจะเริ่มให้บริการในรัฐฟลอริดาและจอร์เจียรวม 15 สาขา นับตั้งแต่ปี 2023-2033

มุมมองของ InnovestX

  • เรามองบวกต่อการร่วมมือครั้งนี้หลังจะช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการของ UNH ประกอบกับแผนขยายร้าน Walmart Health กว่า 4,000 สาขาทั่วสหรัฐฯ ภายในปี 2029 ซึ่งจะยิ่งช่วยหนุน Volumn การเข้ารับบริการและหนุน Growth สมาชิก MA ให้โตเพิ่มได้ ทั้งนี้เรามองว่าการให้บริการกลุ่มที่อยู่ใน MA ด้วยนั้นจะทำให้ UNH สามารถบรรลุเป้าหมาย Value-Based Health care ได้ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการแพทย์ในระยะยาวและ Sustain
  • ในช่วงเวลานี้ที่ตลาดหุ้นมีทิศทางขาลงประกอบกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว เราแนะลงทุนในหุ้น UNH หลังเป็นหุ้น Quality ที่มีสถานะการเงินที่แกร่ง ประกอบกับหุ้นมีลักษณะ Defensive มีความผันผวนต่อตลาดและเศรษฐกิจน้อยโดยมี Beta อยู่ที่ 8 โดยนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 22 ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 5% สวนทาง S&P500 ที่ปรับลง 18% เราคาดว่าหุ้นจะยังมีแนวโน้มสร้าง Return ดีในสภาวะแบบนี้ ทั้งนี้เราเชื่อว่าธุรกิจ Healthcare ของ UNH จะยังคงมี Pricing Power ซึ่งส่งผลให้รายได้ในระยะถัดไปของบริษัทได้รับผลกระทบที่น้อยกว่าอุตฯอื่น
  • ขณะที่ในช่วงเวลาปกติ เรามองว่าหุ้น UNH เหมาะกับการลงทุนในระยะกลาง-ยาว เนื่องจากมีความผันผวนน้อย ผลตอบแทนโดยรวมมีความคงที่ อย่างไรก็ดีเรามองว่าเป็นหุ้นที่ควรมีติดพอร์ต เนื่องจากช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี ขณะที่ Valuation ถือว่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีโดยมี EV/EBITDA อยู่ที่ 17 ในปัจจุบันซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉล่ียย้อนหลัง 5 ปีที่ 14 เท่า จึงยังคงแนะสะสมในช่วงที่ย่อตัว ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 8 USD ซึ่งมี Upside 13% จากราคาปัจจุบัน
21/09/2022 Starbucks (SBUX.US)
เปลี่ยนแผนระยะยาว “Reinvention Plan” /  ปรับเพิ่มคาดการณ์ FY23-FY25
  • Starbucks เผยแผนระยะยาวใหม่ “Reinvention Plan” โดยปรับการดำเนินงานให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคยุคนี้ เช่น เพิ่มร้าน drive thru-only ฯลฯ พร้อมกับพัฒนา Partner Experience และนำเทคฯ มาใช้ในการพัฒนา Operation
  • ขณะที่บริษัทเพิ่มคาดการณ์ในช่วง FY23-FY25 โดยคาด EPS อยู่ที่ระดับ 15%-20% ในส่วนของการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิมทั่วโลกอยู่ที่ 7%-9% และถึงแม้สาขาในจีนจะได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ในช่วงที่ผ่านมาแต่ SBUX คาดจะเห็นแนวโน้ม Growth ที่แกร่งในช่วง 2 ปีข้างหน้า พร้อมคาดการเติบโตจะอยู่ที่ระดับ 4-6% ใน FY25

มุมมองของ InnovestX

  • เรามองบวกต่อแผนนี้หลังมองว่าการลงทุนจะช่วยพัฒนาการดำเนินงานของบริษัทให้ดีขึ้น เช่น นำเทคฯ กลั่นเย็นแบบใหม่มาใช้เพื่อลดเวลาและขั้นตอนในการเตรียมกาแฟได้ ประกอบกับการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น เน้นกลยุทธ์แบบ Drive thru และ Delivery เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตของบริษัทในอนาคตได้
  • เรายังคงมองว่า Reopening เป็นแรงหนุนสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวในต่างประเทศและจีน ประกอบกับธุรกิจในสหรัฐฯและอเมริกาเหนือยังคงโตต่อเนื่อง
  • แต่ในระยะสั้น มาร์จิ้นยังถูกกดดันจากการเน้นลงทุนในการปรับปรุงร้านและการขยายสาขาใหม่ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มในระยะถัดไปซึ่งสอดคล้องกับ Morning Star ที่คาดการณ์ว่า Operating Margin จะโตเพียง 12.8% ใน FY22 ซึ่งลดลง 320bps YoY แต่จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับ 16% ใน FY26
  • ดังนั้นการย่อตัวลงของมาร์จิ้นจะเป็นความเสี่ยงกดดันราคาของหุ้นอยู่ แต่เราแนะสะสมในช่วงที่ราคาย่อตัวจากประเด็นดังกล่าว โดยเราเชื่อว่า Starbuck มี Pricing Power สูง, มีความผันผวนต่อสภาวะเศรษฐกิจน้อย และได้ภาพการฟื้นตัวในตลาดต่างประเทศ ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 95.28 USD ซึ่งมี Upside 3.4% จากราคาปัจจุบัน
14/09/2022 YUMC Primary listing  ในตลาดหุ้นฮ่องกง /  การตรวจสอบบัญชีจากกลต.สหรัฐฯ
  • Yum China ได้ยื่นขอแปลงสถานะหุ้นจาก Secondary listing เป็นสถานะ Primary listing ในช่วงเดือนส.ค. 22 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง HKEX และจะต้องผ่านการอนุมัติของผู้ถือหุ้นในการประชุมเดือน ต.ค. 22 ก่อนถึงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 ตุลาคม 2022 ตามข้อเสนอของบริษัท
  • ด้านกลต. สหรัฐฯ จะเริ่มเข้าตรวจสอบบัญชีบริษัทที่จดทะเบียนแบบ ADR อย่าง YUMC ในช่วงกลางเดือน ก.ย. นี้โดยมี Process ในการตรวจสอบประเด็นการ Delisted หุ้นนั้นมีระยะเวลา 3 ปีก่อน ซึ่งคาดจะแล้วเสร็จในปี 2025

มุมมองของ InnovestX

  • เรามองบวกต่อประเด็นนี้หลังมีแนวโน้มที่ YUMC จะได้รวมอยู่ในโครงการ Stock Connect หากถูกเปลี่ยนสถานะเป็น Primary listing ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องจากนักทุนจีนแผ่นดินใหญ่ (Southbound)
  • ระยะสั้น เราแนะนำให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง หลังการล็อคดาวน์ในบางพื้นที่ของเมืองจีนยังคงกดดันผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 อยู่ ทำให้ร้านค้าในเครือบางสาขาจำเป็นต้องหยุดทำการและถูกปิดตัวลง ขณะที่มองว่าการเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การจัดโปรโมชั่น ฯลฯ จะช่วยเยียวยายอดขายที่ถูกแรงกดดันจากล็อคดาวน์และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อได้ในระดับนึง อย่างไรก็ดีมองว่า Reopening เป็นแรงหนุนที่จะช่วยให้มีการฟื้นตัวของบริษัทได้มากที่สุด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ Q4 เป็นต้นไป
  • ระยะกลาง-ยาว เรามองว่า YUMC มีแบรนด์ร้านอาหารที่แกร่ง ประกอบกับความได้เปรียบทางต้นทุนและมีโครงสร้าง Supply Chain ที่ดี ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพพอที่จะโตกว่าอุตฯ ในระยะยาวได้ โดย Morningstar คาดการณ์อัตราการเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 15% ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 441 HKD ซึ่งมี Upside 88% จากราคาปัจจุบัน
07/09/2022 TSMC รัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป มอง TSMC ได้รับผลกระทบจำกัด
  • รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งห้ามบริษัท Semiconductor อย่าง Nvidia และ AMD ส่งออกชิป GPU และ AI เซิร์ฟเวอร์ระดับสูงไปยังรัสเซียและจีน (รวมถึงฮ่องกง) สำหรับชิปที่ได้รับผลกระทบใน NVDA คือ ชิป A100 และ H100 ขณะที่ใน AMD คือ MI250 อย่างไรก็ดี NVDA เผยรัฐฯยังคงอนุญาตให้ส่งออกและถ่ายโอนสินค้าภายในประเทศที่จำเป็นเพื่อพัฒนา H100 AI chip ต่อ โดยจะสามารถส่งออกเพื่อสนับสนุนลูกค้าสหรัฐฯได้จนถึง 1 มี.ค. 2023 ขณะที่ขนส่งผ่านโรงงานในฮ่องกงของบริษัทได้จนถึงวันที่ 1 ก.ย. 2023

มุมมองของ SCBS

  • เรามองว่า TSMC ได้รับผลกระทบน้อยจากประเด็นนี้หลังอยู่ในต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน โดยผลกระทบจะจำกัดอยู่แค่ใน TSMC 7nm process เป็นหลักเนื่องจาก 1) ชิป TSMC N7 ใช้ในการผลิตชิป A100 ของ NVDA 2) ชิป TSMC N6 ใช้ในการผลิตชิป MI250 ของ AMD และ 3) ชิป TSMC N4 ใช้ในการผลิตชิป H100 ของ NVDA ทั้งนี้เราเชื่อว่ารายได้ที่ได้รับผลกระทบนั้นน้อยกว่า 1% ของรายได้ทั้งหมด หลังสัดส่วนรายได้ของชิปที่ส่งให้ NVDA และ AMD คิดเป็น 5-15% ของสัดส่วนรายได้ชิป N7 ทั้งหมด
  • อย่างไรก็ดีเรายังคงมองว่าอุตสาหกรรม Semiconductor มีแรงกดดันจากอีกหลายปัจจัย เช่น สินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น, การล็อคดาวน์ในจีน,สัญญาณชะลอการผลิต PC และ Smartphone ฯลฯ ซึ่งเรามองว่าอาจส่งผลต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังและอยู่ในช่วงของการปรับประมาณการลง ดังนั้นเรายังคงแนะหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
  • แต่อย่างไรก็ดี ในระยะยาวเรามองว่า TSMC จะยังคงได้ประโยชน์จาก Internet of Things, Automotive App และ AI หรือยุคที่เปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ล้วนต้องอาศัยการผลิตจาก TSMC เป็นหลัก รวมไปถึงแนวโน้มของบริษัทที่เริ่มจ้างผู้อื่นมาผลิตมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มรายได้ยังคงโตต่อเนื่อง ประกอบกับความได้เปรียบในเชิงปริมาณ, ราคา และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่จะช่วยรักษาอัตรากำไรในระยะยาวของบริษัทได้ โดย Morningstar คาดว่า CAGR จะอยู่ที่ราว 5% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ Valuation ถือว่าปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี โดย PE ปัจจุบันอยู่ที่ 17 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 24 เท่า แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 11 เท่า ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายที่ 131 USD ซึ่งมี Upside ราว 42.1% จากราคาปัจจุบัน
24/08/2022 Tencent (700) งบ 2Q22 ลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มเข้าตลาด
  • Tencent เผยผลประกอบการ 2Q22 ดีกว่าตลาดคาด อย่างไรก็ดีมีรายได้ลดลง -3%YoY สู่ Rmb134,034mn ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานและกำไรต่อหุ้นลดลงเช่นกันที่ -14%YoY และ -17%YoY ตามลำดับ โดยนับเป็นการลดลงครั้งแรกของบริษัทหลังได้รับผลกระทบจากปัญหาในประเทศจีน ทั้งจากกฎหมายจำกัดเวลาการเล่นเกมและการล็อคดาวน์
  • ขณะที่ธุรกิจ Online Advertising และธุรกิจเกมทั้งในและต่างประเทศ มีรายได้ลดลงราว 18%YoY และ 1.4%YoY ตามลำดับ ด้านธุรกิจ Social Networks และ Fintech and Business Service โตสวนทางธุรกิจอื่นที่ราว 1%YoY

มุมมองของ SCBS

  • เรามองว่า Tencent ยังคงมีแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดย 1) ธุรกิจเกมมือถือ, โฆษณา และคอมเมิซมีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok 2) ปัจจัยภายนอกจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี รวมไปถึงการฟื้นตัวที่ช้าจากมาตรควบคุมโรคระบาดที่เข้มงวดของประเทศจีน
  • อย่างไรก็ดีเรามองว่าการที่บริษัททำตามแผนลดต้นทุน อย่างเช่น การลดจำนวนพนักงาน, การปิดตัวธุรกิจที่ไม่สร้างกำไร รวมไปถึงการย้ายระบบคลาวด์ จะช่วยทดแทนความเสี่ยงจากการเติบโตที่ไม่ชัดเจนของกลุ่มธุรกิจหลัก และช่วย Turnaround ผลประกอบการของ Tencent ให้กลับมาโตเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเรามองว่าแผนนี้จะสามารถเริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ในช่วงครึ่งปีหลัง 22 โดย Morning Star คาดการณ์รายได้แบบ CAGR จะสามารถโตที่ 17% ใน FY26
  • เรายังคงแนะหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรในระยะสั้นหลังยังคงมีแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งนี้เรามองว่าหุ้นนี้เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเนื่องจากราคามีความผันผวนและการเติบโตที่ไม่ค่อยชัดเจน อย่างไรก็ดีเรายังคงมองว่า Tencent น่าสนใจ หลังมีโมเดลธุรกิจที่แกร่งและมีการกระจายตัวของรายได้ ประกอบกับมีสถานะการเงินที่ยังคงแกร่งช่วยในการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจได้ ในขณะที่ Valuation ถือว่าปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี โดย PE ปัจจุบันอยู่ที่ 13 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 35 เท่า (ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 10 เท่า) ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายที่ 444.5HKD ซึ่งมี Upside ราว 42.1% จากราคาปัจจุบัน
17/08/2022 Pfizer

งบ 2Q22 โตดี พร้อมเข้าซื้อกิจการ GBT ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่

  • Pfizer เผยงบ 2Q22 มีรายได้และกำไรโตแกร่งที่ 47%YoY และ 78% ตามลำดับ หนุนจากยอดขายวัคซีนและยาเม็ด Paxlovid ต้านโควิด-19 โดยบริษัทคาดการณ์งบ FY22 สำหรับรายได้รวมอยู่ที่ราว $98bn- $102bn ด้านกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $6.30-$6.45
  • Pfizer เข้าซื้อกิจการบริษัท Global Blood Therapeutics (GBT) ผู้ผลิต Oxbryta ยารักษาโรคเม็ดเลือดแดงรูปร่างผิดปกติด้วยมูลค่า $4bn
  • ร่างกฎหมาย Inflation Act มีการกำหนดเพดานการจ่ายค่ายาของ Medicare ที่ US$2000 ต่อปี

มุมมองของ SCBS

  • ผลประกอบการออกมาดีแต่ราคาหุ้นไม่ได้ตอบสนองต่อประเด็นนี้ โดยเรามองว่านักลงทุนรับรู้ความเสี่ยงรายได้และกำไรที่อาจลดลงจากฐานที่สูงหลังความต้องการวัคซีนและยาเม็ด Paxlovid ที่เป็นแหล่งรายได้หลักมีแนวโน้มชะลอตัวลงในอนาคต
  • ขณะที่มองการเข้าซื้อกิจการล่าสุดยังคงมีแรงกดดันหลัง GBT มี Net loss ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีมองว่าบริษัทจะสามารถ Turn around ได้ด้วย Cost Structure และ Cash Flow ที่แกร่ง ทั้งนี้ยังมองว่าการเข้าซื้อกิจการของ PFE จะเป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยขยายการเติบโตของ PFE ได้ในอนาคต ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง เช่น ดีล Biohaven และ ดีล Arena ฯลฯ เรามองว่าช่วยทดแทนความเสี่ยงจากการสูญเสียแหล่งรายได้หลักอย่างวัคซีนโควิด-19 และยาเม็ด Paxlovid ในอนาคตได้ โดย Morningstar คาดการณ์รายได้จะโตที่ราว 6% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
  • หากร่างกฎหมาย Inflation Act ถูกบังคับใช้ในปีหน้า เรามองว่า Pfizer จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและถูกกดันจากนโยบายกำหนดเพดานการจ่ายยาในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดีเรามองว่าบริษัทจะสามารถปรับตัวได้ดี จากที่ก่อนหน้านี้ได้ผ่านการ Reform มาแล้วหลายครั้งเช่นกัน
  • ระยะสั้นยังคงมีแรงกดดันจากหลากปัจจัย เราแนะหลีกเลี่ยงการเก็งกำไร อย่างไรก็ดีระยะยาวแนะสะสมในช่วงที่ราคาย่อตัว แม้ว่าภาพกำไรในปีหน้าจะลดลงแต่เราชอบหุ้น PFE หลังมองว่า valuation ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับน่าสะสม โดย PE ปัจจุบันอยู่ที่ 9.7 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 17 เท่า (ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 15 เท่า) ในขณะที่มองว่าชื่อแบรนด์แกร่ง อีกทั้งยังมีการกระจายแหล่งรายได้จากหลายแหล่ง และมีเงินปันผล 3-4% ทั้งนี้หากภาพรวมของ เศรษฐกิจมีความเสี่ยง หุ้นอย่าง Pfizer มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดี ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายที่ 56USD ซึ่งมี Upside ราว 6% จากราคาปัจจุบัน
10/08/2022 Alibaba งบ 1Q23 ทรงตัว พร้อมยื่นจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักฮ่องกง
  • Alibaba เผยงบปีบัญชี 1Q23 ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยมีรายได้ทรงตัวที่ Bn 205.55 Yuan หนุนจากธุรกิจ Cloud ที่โตราว 10% แต่ถือเป็นธุรกิจที่มองว่าช่วยสร้าง Growth และกำไรของ Alibaba ในอนาคต ขณะที่กำไรลดลง 53%YoY ผลมาจากการล็อคดาวน์ในจีนที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริษัท ทั้งนี้ยังส่งผลให้ธุรกิจ E-commerce มีรายได้ลดลง 2%YoY อย่างไรก็ดีมีแรงหนุนจากเทศกาลช้อปปิ้ง 18 ช่วยในการฟื้นตัวได้
  • Alibaba เตรียมยื่นคำขอจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลัก (Dual Primary Listing) ของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในตลาดรอง (Secondary listing) เท่านั้น โดยคาดเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 22 นี้

มุมมองของ SCBS

  • เรามองว่างบ 1Q23 จะเป็นจุดต่ำสุดในปีนี้ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการคลายมาตรการ Zero Covid ในจีนจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยในการฟื้นตัวของมาร์จิ้น ด้านการควบคุมต้นทุน มองว่าทำได้ดีในทุกกลุ่มธุรกิจส่งผลให้ EBITDA margin ออกมาดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี ระยะสั้นมีแนวโน้มลดลงหลัง Alibaba ยังคงลงทุนต่อเนื่อง ระยะยาวมองช่วยในการเติบโตอย่างยั่งยืนของแพลตฟอร์ม โดย Morning Star คาด EBITDA margin ลดลง 8%YoY ในปีบัญชี FY23 และจะสามารถฟื้นตัวโตได้ในปี FY24 ที่ 2%YoY
  • ขณะที่มองบวกต่อการยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักฮ่องกงหลังมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะเข้าซื้อขายในโครงการ Stock Connect ที่ช่วยให้นักลงทุนจีนเข้าถึงหุ้น Alibaba ได้โดยตรงหนุน Volumn เพิ่ม เยียวยาความเสี่ยงที่อาจถูก Delisted จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 149 HKD ซึ่งมี Upside ราว 8% จากราคาปัจจุบัน
05/08/2022
TLSA
งบ 2Q22 โตแกร่ง แม้จะเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
  • Tesla เผยงบ 2Q22 โดยมีรายได้และกำไรโตแกร่ง 42%YoY และ 98%YoY ตามลำดับ หนุนจากยอดส่งมอบรถยนต์ที่แกร่งและราคาขายเฉลี่ยรถยนต์ (ASP) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มาร์จิ้นในส่วนธุรกิจรถยนต์ลดลง -46bp ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อและการแข่งขันที่สูงขึ้นในธุรกิจเซลล์แบตเตอรี่และส่วนประกอบอื่นๆ ของรถยนต์ EV อย่างไรก็ดีภาพรวมงบแกร่ง
  • ในช่วงครึ่งปีหลัง Tesla ตั้งเป้าการเติบโตของยอดส่งมอบรถยนต์เฉลี่ยที่ 50% ต่อปี ส่งผลให้มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต
    ทุกโรงงานทั้งในแคลิฟอร์เนีย เซี่ยงไฮ้ เท็กซัส และ เบอร์ลิน

มุมมองของ SCBS

  • เราคาดว่างบ Tesla ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปี 22 ไปแล้วช่วงไตรมาส 2 ประกอบกับมองว่ายอดส่งมอบรถยนต์จะสามารถโตดีตามเป้าหมาย หลังบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหนุนจาก 1) โรงงานในเซี่ยงไฮ้สามารถกลับมาผลิตได้เพิ่มขึ้น 67%YoY หลังจากจีนคลายล็อคดาวน์ พร้อมกับมีการปรับปรุงโรงงานช่วยเพิ่มกำลังการผลิต 2x-3x เท่าจากเดิม 2) การเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานในเบอร์ลินและเท็กซัส ซึ่งจะช่วยให้ยอดส่งมอบโตกว่า 1.5 ล้านคันใน FY22 และแตะ 2 ล้านคันได้ใน FY23 ตามเป้าบริษัทได้
  • ด้าน Bloomberg คาดการณ์ยอดส่งมอบรถ FY22 อาจแตะ 1.4 ล้านคันโตราว 50%YoY และคาดหนุนกำไรปี 65 โต 121.3%YoY พร้อมให้ราคาเป้าหมายของ ไว้ที่ $881.98 ขณะที่ Morningstar มองว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า หาก Tesla สามารถเพิ่มกำลังการผลิตและทำยอดขายได้ 20 ล้านคันตามเป้าบริษัท คาดการณ์อัตราการเติบโต (CAGR) ของ
    มาร์จิ้นจะอยู่ที่ราว 38%