InnovestX Offshore Stock Update

26/01/2023 Hong Kong Exchanges (0388.Hk) HKEX  ขยายเกณฑ์หุ้นใน  Stock Connect / คาดงบ  FY23  ฟื้นตัวดีตามทิศทางเศรษฐกิจ

ในช่วงวันที่ 19 ธ.ค. 22 HKEX ประกาศขยายเกณฑ์หุ้นที่เข้าร่วม Stock Connect เพิ่มเติม โดย Southbound (SB) : เพิ่ม 1) บริษัทระหว่างประเทศที่จดทะเบียนแบบ primary-listed ในฮ่องกงซึ่งอยู่บนดัชนี Hang Seng Composite LargeCap/MidCap หรือดัชนี SmallCap ที่มีมูลค่ามากกว่า HKD5bn 2) หุ้น SH-HK Connectบนดัชนี Hang Seng Composite Small Cap ที่มีมูลค่ามากกว่า HKD5bn ขณะที่ Northbound (NB) : เพิ่ม 1) หุ้นบน SSE A Share Index และ SZSE Composite Index ที่มีมูลค่ามากกว่า RMB5bn 2) หุ้นจดทะเบียน SSE/SZSE ที่มีหุ้น H-Share โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการในช่วง 3 เดือนให้หลังจากวันที่ประกาศ (ราวเดือน มี.ค. 23)

มุมมองของ  InnovestX

เรามองบวกต่อการขยายเกณฑ์ หลังมองว่า 1) นักลงทุนทั้งจาก SB และ NB จะเข้าถึงหุ้นได้มากขึ้นซึ่งจะช่วยหนุน Volume การเทรดและมูลค่าตลาดให้เพิ่มได้ โดยเฉพาะทางฝั่ง SB ที่สามารถซื้อขายหุ้นบริษัทต่างประเทศเพิ่มได้ 2) การเพิ่มบริษัทต่างชาติเข้ามาในโครงการ Stock Conect จะช่วยดึงดูดบริษัทจากทั่วโลกเข้ามาระดมทุนกับ HKEX ในตลาดหุ้นฮ่องกงได้ โดยในปัจจุบันมีบริษัท MNES หลายบริษัทที่ลิสต์บนตลาดหุ้นฮ่องกง เช่น Prada, L’Occitane 

ขณะที่เราคาดว่างบ FY22 ที่จะเผยยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวหลังในปีที่ผ่านมายังคงมีแรงกดดันจากการล็อคดาวน์ในจีน ส่งผลให้ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนยังคงซบเซา ประกอบกับการทำ IPO ยังคงลดลง ด้าน Bloomberg คาดรายได้และกำไรใน FY22 จะลดลง 12.9YoY และ 21.6%YoY ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี เราคาดว่า HKEX จะสามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ตั้งแต่ในช่วง 2Q23-4Q23 โดยมีแรงหนุนหลักจากมูลค่าการ IPO ที่เพิ่มขึ้น 1) เศรษฐกิจฟื้นตัวดีหลังประเทศจีนมีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ 2) แรงกดดันจากการคุมเข้มกฎระเบียบของหน่วยงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเทคฯที่เริ่มคลี่คลาย 3) การขยายกฎของ Stock Connect ที่จะมีผลทางการในปี 23 นี้จะช่วยดึงดูดการทำ dual-primary มากขึ้น ด้าน Bloomberg คาดอาจเพิ่มขึ้นสามเท่าสู่ราว $40bn ในปี FY23

ปัจจุบันเรามองว่าราคามีการปรับตัวขึ้นมาสูงรับประเด็นการเปิดประเทศของจีน ทำให้ Valuation อยู่ในระดับ 47.6 ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 42.9 อย่างไรก็ดี เราแนะสะสมในช่วงที่ราคาย่อตัวหลังมองว่ายังคงมี Upside จากผลประกอบการที่ฟื้นตัวใน FY23 ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 380.4HKD ซึ่งมี Upside 3.3% จากราคาปัจจุบัน

18/01/2023 Bank of America (BAC.US) งบ 4Q22 ดีเกินคาดหนุนจาก NII ที๋โต / มอง NI ชะลอตัวลงใน FY23 หลังมีแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนเงินฝากที่เพิ่ม

Bank of America เผยงบ 4Q22 ดีกว่าตลาดคาด โดยรายได้โต 11.2%YoY อยู่ที่ $24.6bn หนุนจากดอกเบี้ยรับ (Net Interest Income : NII) ที่เพิ่มขึ้น 29%YoY อยู่ที่ $14.7bn ด้านส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) เพิ่มขึ้นดีเช่นกัน 33.3%YoY อยู่ที่ 2.25 ซึ่งช่วยเยียวยารายได้ในส่วนของ IB ที่ลดลงกว่า 50%YoY ทั้งนี้บริษัทคาดการณ์ว่า NII มีแนวโน้มลดลงใน 1Q23

มุมมองของ  InnovestX

  • เรามองว่างบ ใน 4Q22 ของ Bank of America ได้รับแรงหนุนจาก 1) NII ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและการเติบโตของสินเชื่อ 2) รายได้จากส่วน consumer banking ที่เพิ่มขึ้น 15%YoY หนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว แม้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯจะอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดีสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี รวมถึงความกังวลสภาวะเศรษฐกิจถดถอยกดดันให้ 1) ธนาคารตั้งเงินสำรองสำหรับ Credit losses เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 120% อยู่ที่ $1.1bn 2) ทิศทางตลาดทุนมีความผันผวนส่งผลให้รายได้จากค่าธรรมเนียมการเทรดและรายได้จากธุรกิจ IB ยังคงลดลงใน 4Q22
  • ขณะที่เรามองงบในช่วง FY23 ยังคงได้รับแรงหนุนจาก NII ที่เพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงหลังมีแรงกดดันจาก 1) แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อลดลง รวมถึงทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงในการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นเช่นกัน 2) ต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาใหม่และการเปลี่ยนจากเงินฝากไม่มีดอกเบี้ยเป็นมีดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีเราเชื่อว่าผลประกอบการจะมีแรงหนุนจาก 1) การควบคุมต้นทุนของ BAC ที่มีประสิทธิภาพกว่า Peers โดย BAC คาดค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราว $200mn ใน 1Q23 2) ค่าธรรมเนียมจากการเทรดในตลาดทุนที่เรามองเริ่มฟื้นตัวดีในช่วง 2H23 ซึ่งจะช่วยเยียวยาการเติบโต NII ที่ชะลอตัวลงได้ โดย Bloomberg คาด NII โตชะลอตัวลงอยู่ที่ 15.9%YoY ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่ BAC ให้ไว้ว่า NII มีแนวโน้มโตลดลงใน 1Q23
  • ในระยะสั้น เรายังมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวังต่อการลงทุนใน BAC และมอง Upside ต่อจากนี้ค่อนข้างจำกัดหลัง 1) ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงรับประเด็นผลประกอบการ ซึ่งส่งผลให้ P/E ในปัจจุบันปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 10.8x มากกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 10.5x 2) หุ้น BAC มีลักษณะ Cyclical (โดยรายได้กว่า 40% มาจาก Consumer Bank) ทำให้มีทิศทางผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วง 1H23 ซึ่งเรามองปัจจัยดังกล่าวจะยังคงกดดันหุ้น BAC ไปซักระยะก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวตามภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯซึ่งเรามองว่าตอนนั้นถึงเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนที่ให้ Risk Reward ที่คุ้มค่า โดยเราคาดว่าจะเป็นในช่วง 2H23 ที่ Forward PE อยู่ที่ 9.7 ขณะที่ในระยะยาวเรามอง BAC ยังคงน่าสนใจและควรมีติดพอร์ตเพื่อการกระจายความเสี่ยงหลัง 1) มีความได้เปรียบด้านต้นทุน ประกอบกับมีเงินลงทุนในเทคฯจำนวนมากซึ่งจะช่วยธนาคารพัฒนาธุรกิจได้ดีต่อเนื่อง 2 ) มีฐานลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะในการรับฝากเงินและการปล่อยสินเชื่อ 3) ให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นผ่าน Dividend Yield ที่ค่อนข้างมั่นคงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี FY23 อยู่ที่ระดับ 2.65 ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 40.8USD ซึ่งมี Upside 15.8% จากราคาปัจจุบัน
11/01/2023 Meituan (3690.Hk) มองงบ  4Q22  ถูกกดดันการล็อคดาวน์ในจีน  /  เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน  1H23  ก่อนเต็มที่ใน  2H23
  • Meituan เผยงบ 3Q22 โดยกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นกว่า 123%YoY แตะ RMB9.3bn ขณะที่รายได้โตเช่นกัน 28%YoY แตะ RMB62.6bn หนุนจาก 1) รายได้ธุรกิจ Local commerce ที่โต 24.6%YoY 2) รายได้ธุรกิจ New Initiatives โต 40%YoY หนุนจากยอดขาย Meituan Grocery ที่โตกว่า 80%YoY

มุมมองของ  InnovestX

  • เรามองงบ 3Q22 โตแกร่ง โดย 1) Local Commerce มีแรงหนุนจากยอดจัดส่งอาหารและคำสั่งซื้อ Instashopping ในช่วง ก.ค.-ส.ค. 22 ที่เพิ่มขึ้น 2) ธุรกิจ New Initiatives ถือว่าฟื้นตัวดีในทุกกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะ Meituan Grocery เป็นผลจากการเพิ่มไลน์สินค้าทั้งแบบ Local และ Seasonal ช่วยดึงดูดผู้บริโภค ขณะที่อัตราการทำกำไรในธุรกิจอื่นดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ Power bank และธุรกิจแพลตฟอร์ม B2B supply-chain “Kuailv” ที่เริ่มเข้าใกล้จุดคุ้มทุน
  • ใน 4Q22 เรามองว่าการเติบโตของรายได้จำกัดหลังมีแรงกดดันจากการระบาดของโควิด-19 ในจีนนับตั้งแต่ก.ย. 22 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจจัดส่งอาหารและธุรกิจการจองร้านอาหาร, โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีเรามองว่างบยังคงได้รับการเยียวยาจาก 1) การควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง 2) การขาดทุนที่น้อยลงในธุรกิจ New Initiatives 3) Instashopping ที่เราคาดได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยที่สุดและยังรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ได้หนุนจากความต้องการช็อปปิ้งที่ยืดหยุ่น
  • ขณะที่ในช่วงปี 2023 เรามองว่าการเปิดประเทศของจีนตั้งแต่ช่วงต้นปี 23 จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยในการฟื้นตัวของ Meituan โดยเฉพาะในธุรกิจจัดส่งอาหารและธุรกิจการจองร้านอาหาร, โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีเรามองเป็นภาพการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามทิศทางของเศรษฐกิจในประเทศจีนหลังมองว่าในช่วงต้นปี 23 (1H23) นั้นอาจจะมีแรงกดดันจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในจีนผลจากการเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อโรคโควิด-19 เริ่มกลายเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศจีน ซึ่งเราคาดว่าจะเป็นในช่วงครึ่งปีหลัง (2H23)
  • ในระยะยาว ถึงแม้ Meituan จะมีแรงกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากผู้เล่นรายใหม่ในอุตสาหกรรม เช่น Douyin แต่เรามองว่า 1) บริษัทมีความสามารถทางการแข่งขันมากพอที่ทำให้ไม่ถูกทดแทนอย่างสมบูรณ์ 2) เจาะกลุ่มลูกค้าในระดับต่างกัน โดย Douyin มีอัตราการทำธุรกรรมต่อออเดอร์ที่ต่ำกว่า 3) อุตฯใหญ่มากพอที่หลายบริษัทจะมีหนทางและพื้นที่การเติบโต นอกจากนี้เรามองว่า Meituan ยังคงน่าสนใจหลังเป็นผู้นำในธุรกิจจัดส่งอาหารในจีน ธุรกิจมีการกระจายตัวและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ รวมถึงสถานะทางการเงินแกร่ง โดยสัดส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่ 0.4 ขณะที่ Valuation ปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย P/S ปี 23 อยู่ที่ 3.5 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 5.4 นอกจากนี้มองยังคงมี Risk Reward จากการเปิดเมืองอย่างเต็มที่ในช่วง 2Q23 โดยเราแนะสะสมในช่วงที่ราคาย่อตัวลง ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 225.3 HKD ซึ่งมี Upside 26.2% จากราคาปัจจุบัน