Wealth Stock Note

19/06/2024 AMATA บทสรุป
  • เราคาดทิศทางผลประกอบการ 2Q67 ของ AMATA จะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ QoQ หนุนจากการบันทึกรายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ในมืออย่างแข็งแกร่งและจะเติบโตต่อเนื่องใน 2H67 ขณะที่ยอดขายที่ดินใหม่ยังคงได้รับแรงหนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของการส่งเสริมการลงทุน คาดยอดขายที่ดินใน 2Q67 จะเติบได้ทั้ง YoY และ QoQ ฐานลูกค้าที่ยังเติบโตได้คือกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีนและไต้หวัน ในกลุ่ม Electronic เป็นหลักโดย AMATA ยังคงเป้าการขายที่ดินในปีนี้ที่อย่างน้อย 1,800 ไร่ใกล้เคียงกับปี 2566
  • เราให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ฐาน PER ที่ 15.2 เท่าซึ่งเท่ากับ PE เฉลี่ยในรอบ 6 ปีของ AMATA ได้ราคาเป้าหมาย 29.10 บาทต่อหุ้น คงคำแนะนำ ซื้อ
ปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยกระตุ้น #1 : ยอดขายที่ดิน 2Q67 คาดเติบโต YoY และ QoQ และมีที่ดินพร้อมขายเพียงพอ เราคาดว่า AMATA จะมียอดขายที่ดินใน 2Q67 ที่เติบได้ทั้ง YoY และ QoQ ด้วยแรงหนุนจากอุปสงค์ของฐานนักลงทุนจีนและไต้หวัน ในกลุ่มอุตสาหกรรม Electronic, ชื้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมองกรอบยอดขายที่ดินของ 2Q66 ที่ประมาณ 400-450 ไร่ เปรียบเทียบกับ 392 ไร่ใน 2Q66 และ 312 ไร่ใน 1Q67 หากเป็นไปตามคาดยอดขายที่ดินของ 1H67 จะคิดเป็นประมาณ 40-45% ของเป้าการขายที่ดินขั้นต่ำในปีนี้ที่ 1,800 ไร่ ซึ่งเรามองว่า AMATA มีความพร้อมด้านอุปทานรองรับการขยายตัวของอุปสงค์ได้อย่างต่อเนื่องจากการเปิดนิคมอตมะ ซีตี้ บ้านบึง ชลบุรี เพิ่มที่ดินกว่า 2,200 ไร่ (พื้นที่ขาย 75%) ส่งผลให้ AMATA มีที่ดินพร้อมขายทั้งในชลบุรีและระยองรวมกันกว่า 2,000 ไร่และมีที่ดินพร้อมพัฒนาได้อีกว่า 13,000 ไร่

ปัจจัยกระตุ้น #2 : คาดผลประกอบการ 2Q67 เติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ ณ สิ้น 1Q67 AMATA มี Backlog ในมือที่แข็งแกร่งถึง 14,000 ล้านบาท โดยประมาณ 13% หรือ 1,800 ล้านบาทเป็นยอดจากประเทศเวียดนาม ส่วน 87% มาจากประเทศไทย ซึ่งคาดประมาณ 50% ของ Backlog จากไทยจะสามารถบันทึกรายได้ในปีนี้และจะหนุนให้ผลประกอบการของไตรมาสที่เหลือของปีดีขึ้นเป็นลำดับ เราคาดการโอนที่ดินของ 2Q67 ที่ประมาณ 200-250 ไร่เติบโตได้ดีทั้ง YoY และ QoQ สำหรับปี 2567 เราคงประมาณการรายได้รวมของปี 2567 ที่ 11,037 ล้านบาท เติบโต 16% YoY และเราคากำไรสุทธิที่ 2,239 ล้านบาท (+18.8% YoY) บนสมมติฐานของการไม่มีการกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์

ปัจจัยกระตุ้น #3 : ประเทศไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ใน 1Q67 มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 2.28 ล้านบาทเติบโต 31% YoY สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยและความเชื่อมั่น รวมถึงการย้ายฐานการผลิต โดยอุตสาหกรรมที่ยังคงดึงดูดการลงทุนได้คือ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และแผงวงจร อิเล็กทรอนิกส์

ความเสี่ยง : ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และติดตามโอกาสและความเสี่ยงของการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำและราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้าน ESG : AMATA ได้จัดอยู่ในระดับ AAA ของ SET ESG Ratings ในปี 2566 โดย AMATA เน้นด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน รวมถึงการ re-use พลังงานในพื้นที่ทุกนิคมของ AMATA ซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงานทั้งในพื้นที่นิคมฯ และส่วนของธุรกิจสาธารณูปโภค

10/06/2024 HTC บทสรุป
  • เราคาดว่าด้วยการเติบโตของการท่องเที่ยวในภาคใต้และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องจะหนุนในช่วงฤดูกาลในรอบ 1H67 นี้มียอดขายที่เติบโตได้ดีทั้ง YoY และ QoQ และหนุนให้รายได้ของปี 2567 ไปถึงเป้าการเติบโตที่วางไว้ที่ 5% เท่ากับ 8,161 ล้านบาท ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่การสวควบคุมต้นทุนคาดจะทำได้ดีขึ้นใน 2Q67 เป็นต้นไปจากการเริ่มลดการใช้ raw material บางส่วนลงโดยเฉพาะเรซิน และการปรับขึ้นราคาแบบ selective ใน 2H67 ดังนั้นคาดว่าการเติบโตของ HTC ในปีนี้จะยังโดดเด่นและได้ปัจจัยบวกหลายประการมาหนุนให้กำไรสุทธิทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 686 ล้านบาท (+14.7%) และคาดว่าผลประกอบการของ 2Q67 จะเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ
  • คงคำแนะนำ ซื้อ HTC มีราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 23.50 บาท/หุ้น อิงจาก PER ที่ 13.75 เท่า (+0.5SD) และมีจุดเด่นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 6% ต่อปี
ปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยกระตุ้น 1 : คาดผลประกอบการ 2Q67 เติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ. จากยอดขายของเดือน เม.ย. และ พ.ค.ที่เติบโตได้ประมาณ 6-8% YoY หนุนจากการเดินทางและการท่องเที่ยวในภาคใต้ที่เติบโดดเด่น รวมถึงสภาพอากาศในช่วงต้นของฤดูร้อน ดังนั้นเราคาดว่า HTC จะมีรายได้ใน 2Q67 ทีประมาณ +/-2,200 ล้านบาท เติบโต 11% YoY และ 4% QoQ ประกอบกับ Economy of scale ที่เกิดขึ้นคาดจะทำให้ Gross Margin ปรับเพิ่มขึ้นได้ QoQ จากที่อ่อนตัวใน 1Q67 จากต้นทุนน้ำตาลที่สูงขึ้น โดยเราคาดกำไรเบื้องต้นของ 2Q67 ที่ประมาณ 185-190 ล้านบาทเติบโตทั้ง YoY และ QoQ

ปัจจัยกระตุ้น 2 : ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวและนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง การเติบโตของการท่องเที่ยวในภาคใต้รวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งหากดูจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนภาคใต้ใน 1H67 เติบโตถึง 42% YoY และตลาดเครื่องดื่ม NARTD ในภาคใต้เติบโต 14.5% YoY ใน 1Q67 ที่ผ่านมา เราคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนยอดขายของ HTC ในปีนี้อย่างแข็งแกร่ง รวมถึงในช่วง Low-season ปีนี้คาดจะได้ปัจจัยหนุนจากนักท่องเที่ยวชาวไทยตามมาตรการการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง

ปัจจัยกระตุ้น 3 : คาดปี 2567 กำไรสุทธิทำ New High และเปิดโรงแก้วใหม่ใน 4Q67 เรายังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อทิศทางการเติบโตของ HTC ในปี 2567 มองการเติบโตของรายได้ปีนี้ที่ 5% เท่ากับ 8,161 ล้านบาทโดยคาด HTC จะยังครองสัดส่วนการตลาดของเครื่องดื่มแบบ Sparkling Soft Drink Market ในปี 2567 ที่ +/-80% จากปี 2566 ที่ 79.3% และคาดกำไรสุทธิของปี 2567 ที่ 686 ล้านบาท (+11%) ทำฐานสูงใหม่ ปัจจุบัน HTC อยู่ระหว่างสร้างโรงงานขวดแก้ว แห่งใหม่ที่อำเภอพุนพิน คาดจะเริ่มผลิตได้ในช่วง 4Q67 นี้ ซึ่งการ reuse ขวดแก้วจะทำให้อัตราการทำกำไรขั้นต้นดีขึ้น จากต้นทุนของบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยที่ลดลง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลเต็มปีในปี 2568 เป็นต้นไป

  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การควบคุมต้นทุนทั้งวัตดุดิบและการขนส่ง สภาพภูมิอากาศที่อาจจะผลต่ออุปสงค์ สภาพรวมเศรษฐกิจและการฟื้นตัวในปี 2567 สภาวะการแข่งขัน
  • HTC ให้ความสำคัญกับ ESG และ Sustainability โดยเริ่มใช้ขวด PET แบบ 100% recycle ใน Coca Cola ขวด 1 ลิตรและขึ้นโรงแก้วใหม่เพื่อปรับเพิ่มการใช้ชวดแก้วของบริษัทที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 3% ไปสู่ 10% ในปี 2572
30/05/2024 XPG ก่อนไปคิดอะไร
  • หลังจากประกาศผลประกอบการของ 1Q67 ที่เติบโตโดดเด่นโดยเฉพาะการเติบโตจากค่าธรรมเนียมและบริการ ทำให้เราคาดว่ามีโอกาสที่ 2Q67 ทิศทางผลประกอบการจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจาก volume การเทรดของ crypto ที่อ่อนตัวลงช่วงปลายไตรมาส รายได้จาก AMC ที่อยู่ในช่วงต้นและส่วนแบ่งของ KTX ที่คาดว่าจะลดลง QoQ
หลังไปได้อะไร
  • ผลประกอบการเด่นใน 1Q67 : XPG รายงานกำไรสุทธิของ 1Q67 ที่ 51 ล้านบาทพลิกจากขาดทุนใน 1Q66 และเติบโตเด่น 33% QoQ รายได้รวมเท่ากับ 214 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ที่มากที่สุด 56% มาจากรายได้ดอกเบี้ย ขณะที่รายได้ที่เติบโตได้ดีที่สุดคือรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ที่เติบโต 240% YoY และ 64% YoY ซึ่งได้แรงหนุนมาจากธุรกิจดิจิทัลและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากการเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
  • คาดผลประกอบการ 2Q67 อ่อนตัว YoY และ QoQ จากเงินลงทุน โดยเรามองทิศทางของรายได้รวมใน 2Q67 จะอ่อนตัว QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY โดยส่วนที่กดดันคือรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่จะอ่อนตัวลงจาก volume trade crypto และความล่าช้าของการออก ICO Portal Private Placement ที่คาดว่าจะล่าช้าไปใน 3Q67 และโอกาสการเกิดขาดทุนจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยคาดว่าจะทรงตัว รวมไปถึงส่วนแบ่งของ KTX ที่จะลดลง
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • เด่นขึ้นใน 2H67 และคงประมาณการปีนี้ เราประเมินการเติบโตของรายได้รวมในปี 2567 ที่ 48% เท่ากับ 901 ล้านบาทและเป็นรายได้ที่ทำฐาน new high โดยปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้ใน 2H67 คือรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการจากการทำ ICO Portal จำนวน 2 ดีลรวมมูลค่า 3,000 ล้านบาท (500 ล้านบาทใน 3Q24 และ 2,500 ล้านบาทใน 4Q24) และการประมูลหนี้เพิ่มเข้ามาจากธุรกิจ AMC ที่ 1,000-1,500 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากดอกเบี้ยคาดว่าจะได้ส่วนหนุนมาจากธุรกิจ AMC เช่นกันจากที่ปี 2566 มีการประมูลหนี้เข้ามากว่า 4,000 ล้านบาท เราคาดกำไรสุทธิในปี 2567 ที่ 178 ล้านบาท เติบโต 68% คาด 1H67 จะมีสัดส่วนกำไรสุทธิประมาณ 47-49% ของประมาณการในปีนี้และกำไรมีอัตราเร่งมากขึ้นใน 2H67
  • ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง เดือนเมษายนที่ผ่านมา การใช้สิทธิ XPG-W4 จำนวน 9 ล้านหน่วย ทำให้ XPG มีเงินทุนใหม่เข้ามา 2,191 ล้านบาทหนุนฐานะทางเงินและสภาพคล่อง
ความเสี่ยงและความกังวล : ข้อกำหนด บทกฎหมาย ของ Digital Asset ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต โอกาสการตั้งสำรองหนี้หากเกิดการผิดนัดชำระหนี้

คำแนะนำ : เราประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2567 ที่ 2.30-3.10 ต่อหุ้น โดยใช้วิธี Valuation ด้วย PBV ที่ 2-2.8 เท่า โดยเรามองว่า XPG จะสามารถเติบโตโดดเด่นได้ในทุกธุรกิจหลักและกำไรสุทธิไรจะสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จึงคงคำแนะนำ ซื้อ อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางของ 2Q67 ที่ทิศทางผลประกอบการอาจอ่อนตัว YoY และ QoQ เรามองว่ารอซื้อเมื่ออ่อนตัวและคาดหวังการฟื้นตัวใน 2H67

23/05/2024 ONEE ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้มีการเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์เพื่ออัพเดตถึงแนวโน้มผลประกอบการรวมถึงภาพอุตสาหกรรมโฆษณา TV ว่ามีทิศทางการฟื้นตัวอย่างไรบ้างในช่วงที่เหลือของปี ภายหลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการ 1Q67 ที่ 2 ล้านบาท ลดลง 82.9% QoQ และ 37.7% YoY ซึ่งเรามองว่าผลประกอบการที่ออกมาค่อนข้างอ่อนแอ โดยเฉพาะการลดลง YoY จากฐานกำไรใน 1Q66 ที่ค่อนข้างต่ำด้วย
หลังไปได้อะไร
  • ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณา TV ตั้งแต่ต้นปีถือว่าหดตัวเร็วกว่าที่บริษัทคาดไว้โดยหลักๆเป็นผลมาจากแบรนด์สินค้าต่างประเทศเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลก แต่แบรนด์สินค้าในประเทศยังคงไปได้ดีอยู่ โดยปีนี้เองบริษัทฯคาดว่าเม็ดเงินโฆษณา TV โดยรวมจะหดตัวลง 2% YoY อยู่ที่ 7 พันล้านบาท สวนทางกับภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมทั้งหมดที่คาดว่าจะเติบโตได้ที่ 4% อยู่ที่ 87.9 พันล้านบาท และผู้บริหารคาดว่าเม็ดเงินโฆษณา TV จะหดตัวต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยบริษัทพยายามจะเร่งรายได้ในธุรกิจอื่นๆเพื่อมาทดแทนรายได้ TV ที่ลดลง โดยบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในปี 2567 ที่ 5-7% ถึงแม้ว่า 1Q67 รายได้รวมจะลดลง 1.3%
  • สำหรับแนวโน้มรายได้ 2Q67 ผู้บริหารมองว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัย QoQ และฟื้นตัว 3-5% YoY โดยการฟื้นตัว QoQ หลักๆมาจากธุรกิจโฆษณา TV ที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นจากฐานที่ต่ำใน 1Q67, ธุรกิจ Concert และ Event ที่ดีขึ้นจาก Seasonality และการขาย Content เข้า OTT platform ที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของ YoY นั้นธุรกิจโฆษณา TV ยังคงทรงตัว แต่ธุรกิจConcert และ Event รวมถึงการขาย Content เข้า OTT platform ยังฟื้นตัวต่อได้
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของรายได้ทั้ง QoQ และ YoY ใน 2Q67 แต่การเติบโตของกำไรสุทธิโดยเฉพาะ YoY นั้นเราคาดว่าต้องติดตามต่อ เนื่องจาก 2Q67 บริษัทมีการเปิดตัวละครใหญ่สองเรื่องคือ สงครามสมรส และ บางกอกคณิกา ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
  • เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 507 ล้านบาท (flat YoY) ถึงแม้ว่าผลประกอบการ 1Q67 อาจจะเป็นจุดต่ำสุดของปี แต่เรามองว่าราคาหุ้นจะยังคงมี Upside ที่จำกัดตราบใดที่ผลประกอบการยังไม่เห็นภาพของการฟื้นตัว YoY ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยเราคาดรายได้ปี 2567 อยู่ที่ 4 พันล้านบาท (flat YoY)
  • ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% Underperform SET 12.7% ภายหลังจากที่เรามีการปรับคำแนะนำเป็น "ถือ" แต่เนื่องด้วยราคาหุ้นยังขาดปัจจัยกระตุ้นเชิงบวกที่ชัดเจน ทำให้เรามองว่าโอกาสที่จะเห็นราคาหุ้นจะ Outperform SET ได้นั้นค่อนข้างที่จะจำกัด คงคำแนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 4.3 บาทต่อหุ้น อิง 20x PE ปี 2567 (-1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง)
  • ความเสี่ยงคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อ่อนแอซึ่งจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาในภาพรวมมีการปรับตัวลดลงแรงกว่าที่คาดไว้ สำหรับความเสี่ยงด้าน ESG ทาง ONEE ยังไม่จัดอยู่ใน SET ESG Ratings แต่บริษัทมีแผนที่จะจัดทำเพื่อเข้าสู่ ESG ratings ในอนาคต
20/05/2024 AMATA บทสรุป
  • จากผลประกอบการของ 1Q67 ที่ประกาศมาคาดว่าจะเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของปี โดยคาดทิศทางผลประกอบการของ 2Q67 จะฟื้นตัวและเติบโตได้ YoY และ QoQ จากการบันทึกรายได้ของ Backlog ในมือที่อยู่ และการเป็นจุดยุทธศาสตร์ในภูมิภาคซึ่งส่งผลบวกต่อการเติบโตของ FDI และ Demand การใช้ที่ดินในรวมทั้งการเปิดนิคมใหม่ อมตะ ชลบุรี 2 บ้านบึง จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนยอดขายที่ดินในปีนี้ตามเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ไร่ใน 1Q67 ทำได้ 17% ของเป้า
  • เราให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ฐาน PER ที่ 15.2 เท่าซึ่งเท่ากับ PE เฉลี่ยในรอบ 6 ปีของ AMATA ได้ราคาเป้าหมาย 29.10 บาทต่อหุ้น คงคำแนะนำ ซื้อ
ปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยกระตุ้น #1 : ผลประกอบการ 1Q67 เป็นจุดต่ำสุดของปี กำไรสุทธิของ 1Q67 ที่ 464 ล้านบาท (-5.9% YoY และ -32.1% QoQ) in line กับที่เราคาดไว้ โดยรายได้เท่ากับ 2,701 ล้านบาท (+26.2% YoY แต่ -13.5% QoQ) โดยมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ 39% ลดลง 11% YoY และ 36% QoQ จากการโอนที่ดิน 151 ไร่ (128 ไร่จากประเทศไทยและ 23 ไร่จากประเทศเวียดนามแม้จำนวนการโอนที่ดินจะเพิ่มขึ้น 23 ไร่จาก 1Q66 แต่ใน 1Q67 เป็นการโอนในส่วนของระยองและเวียดนามที่มีราคาต่ำกว่าชลบุรี รายได้สาธารณูปโภคมีสัดส่วนรายได้ 53% มูลค่าเติบโต 88% YoY และ 13% QoQ อัตราการทำกำไรขั้นต้นเท่ากับ 36.4% ซึ่ง Gross margin จากธุรกิจอสังหายังคงแข็งแกร่งที่ 54% และส่วนธุรกิจสาธารณูปโภคเท่ากับ 17% กำไรสุทธิของ 1Q67 คิดเป็น 21% ของเป้าปีนี้ที่เราคาดไว้ที่ 2,239 ล้านบาท (+18.8% YoY)

ปัจจัยกระตุ้น #2 : Backlog ในมือแข็งแกร่ง ปัจจุบัน AMATA มี Backlog ในมือที่แข็งแกร่งถึง 14,000 ล้านบาท โดยประมาณ 13% หรือ 1,800 ล้านบาทเป็นยอดจากประเทศเวียดนาม ส่วนที่เหลือมาจากประเทศไทย คาดประมาณ 50% ของ Backlog จากไทยจะสามารถบันทึกรายได้ในปีนี้และจะหนุนให้ผลประกอบการของไตรมาสที่เหลือของปีดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเราคงประมาณการรายได้รวมของปี 2567 ที่ 11,037 ล้านบาท เติบโต 16% YoY และเราคากำไรสุทธิที่ 2,239 ล้านบาท (+18.8% YoY) บนสมมติฐานของการไม่มีการกำไรพิเศษจากการสินทรัพย์ใปนี 2567

ปัจจัยกระตุ้น #3 : เป้าการขายที่ดินทรงตัวในระดับสูงและมีปัจจัยหนุนจากนิคมใหม่ AMATA มียอดขายที่ดินใน 1Q67 ที่ 312 ไร่ โดยในไตรมาสนี้เริ่มมีการบันทึกยอดขายจากนิคมอตมะ ซีตี้ บ้านบึง ชลบุรี เข้ามาซึ่งเป็นนิคมฯ ที่คาดว่าจะทำระดับ Gross Margin ได้ทีประมาณ 50% สูงกว่าระยองแต่ต่ำกว่าชลบุรี 1 ใน 1Q67 ฐานลูกค้าหลัก 86% เป็นลูกค้าชาวจีน อุตสาหกรรมที่สูงที่สุดคือ Manufacturing ที่ 32% อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ 18% เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ 17% ดังนั้น AMATA คงเป้ายอดขายขั้นต่ำในปี 2567 ที่ 1,800-2,000 ไร่ นอกจากนี้ในปีนี้ AMATA มีการปรับราคาขายที่ดินในประเทศไปแล้วประมาณ +/-10% สำหรับลูกค้าใหม่

ความเสี่ยง: ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และติดตามโอกาสและความเสี่ยงของการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำและราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้าน ESG: AMATA ได้จัดอยู่ในระดับ AAA ของ SET ESG Ratings ในปี 2566 โดย AMATA เน้นด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน รวมถึงการ re-use พลังงานในพื้นที่ทุกนิคมของ AMATA ซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงานทั้งในพื้นที่นิคมฯ และส่วนของธุรกิจสาธารณูปโภค

15/05/2024 KLINIQ ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทมองผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไร หลัง 1Q67 รายงานกำไรสุทธิ 75 ลบ. เติบโต 9%YoY โดยแม้ยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นโดดเด่นถึง 35%YoY หลังมีการเพิ่มบริการใหม่ๆ ทำให้ยอดขายสาขาเดิมโตเด่น 2%YoY อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น 22 แห่งจาก 1Q66 และมี SG&A/Sales อยู่ที่ 37.4% ลดลงจาก 38.5% ใน 1Q66 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีสาขามากขึ้น แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกหักล้างบางส่วนด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็น 50.4% จาก 54.8% ใน 1Q66 เพราะมีสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ศัลยกรรมและ L.A.B.X ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่า The Klinique อีกทั้งยังรับรู้ต้นทุนเตรียมเปิดสาขาใหม่ (ค่าเช่าและค่าบุคลากรทางการแพทย์) ซึ่งใน 1Q67 ได้เร่งเปิดสาขาใหม่เชิงรุกถึง 10 แห่ง (The Klinique และ L.A.B.X แบรนด์ละ 5 แห่ง) จึงกดดันทำให้ 1Q67 มีอัตรากำไรสุทธิ 10.9% ลดลงจาก 13.6% ใน 1Q66
หลังไปได้อะไร
  • ปีนี้ KLINIQ มีแผนขยายสาขาเชิงรุกราว 20 แห่ง ซึ่งมากกว่าต้นปีที่ตั้งเป้าไว้ 15 แห่ง โดย 1Q67 ขยายสาขาไปแล้ว 10 แห่ง และ 2Q-4Q67 จะขยายสาขาอีกไตรมาสละ 3-4 แห่ง เพื่อจะได้ครอบคลุมลูกค้าทุกเพศทุกวัย โดยเน้นขยายสาขาไปในพื้นที่ที่มีกำลังซื้อดี ภายใต้แบรนด์ทั้ง The Klinique และ A.B.X โดยคาดสิ้นปี 2567 จะมีสาขารวม 75 แห่ง เพิ่มจาก 55 แห่งในปี 2566 และมีสาขาครบ 100 แห่งภายในปี 2570 ส่วนยอดขายสาขาเดิมยังตั้งเป้าเติบโต 10%YoY จากความต้องการดูแลตัวเองของลูกค้าเดิมที่เพิ่มขึ้น การหาลูกค้าใหม่ทั้งไทยและต่างชาติ (อาทิ จีน และ CLMV) รวมทั้งการเพิ่มบริการใหม่ๆ ส่งผลให้ปีนี้ยังตั้งเป้ารายได้ที่ 3 พันลบ. เติบโต 30%YoY
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • แม้ 2Q-4Q67 คาดกำไรจะเพิ่มขึ้น YoY ในอัตราเติบโตที่ดีขึ้นทุกไตรมาส จากกระแสความต้องการดูแลตัวเองที่มีมากขึ้น การเพิ่มบริการใหม่ๆ และการรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ อีกทั้งผลการดำเนินงานของศูนย์ศัลยกรรมคาดจะดีขึ้นตามลำดับหลังมีกระแสตอบรับที่ดี จน 1Q67 มีกำไร 10 ลบ. ดีขึ้นจาก 4Q66 ที่พลิกกำไร 1 ลบ. แต่กำไร 1Q67 คิดเป็น 21% ของประมาณการทั้งปีซึ่งต่ำเกินไปจากมีต้นทุนสูงขึ้นหลังเร่งขยายสาขามากกว่าคาด และช่วงแรกยังต้องรับรู้ผลขาดทุนจากธุรกิจใหม่ L Clinic ที่เปิด 1 สาขาปลายปีก่อนราวเดือนละ 1 ลบ. เพื่อเจาะตลาดลูกค้าที่สนใจบริการสไตล์เกาหลี เพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว เราจึงปรับลดประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2567 เฉลี่ยปีละ 8% โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2567 KLINIQ จะมีกำไรสุทธิ 325 ลบ. เติบโต 12.5%YoY
  • เรายังมีมุมมองบวกต่อ KLINIQ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำคลินิกเวชกรรมด้านผิวหนังความงามของไทย ซึ่งคาดกำไรยังโตต่อเนื่องได้ในระยะยาว หลังผู้บริโภคดูแลสุขภาพและภาพลักษณ์มากขึ้นในทุกเพศทุกวัย อีกทั้งไทยมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทำให้อุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตทั้งตลาดลูกค้าไทยและต่างชาติ กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 ด้วยวิธี DCF (อิง WACC ที่ 7.7% และการเติบโตระยะยาวที่ 3%) ที่หุ้นละ 46 บาท และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปีนี้หุ้นละ 1.46 บาท คิดเป็น Yield ปีละ 3.9%
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ มีภาวะการแข่งขันในธุรกิจมีสูง, พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีการรักษาดูแลความงามเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ความปลอดภัยและการรักษาข้อมูลการรักษาของผู้มาใช้บริการ (S) รวมทั้งมีผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นของบริษัทเกิน 50% (G)
15/05/2024 SECURE บทสรุป
  • SECURE รายงานกำไรสุทธิ 1Q67 ที่ 9 ล้านบาท เติบโต 38.7% QoQ และ 50.2% YoY ดีกว่าที่เราคาดไว้ 32% จากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาด
  • ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% YTD outperform SET 17.3% แต่เราเชื่อว่าราคาหุ้นจะยังคงสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจาก แนวโน้มผลประกอบการที่ยังคงแข็งแกร่ง และมูลค่าปัจจุบันยังอยู่ในจุดที่น่าสนใจ โดยซื้อขายอยู่ที่ระดับ 13.5x PE ในปี 2567 เทียบกับการเติบโตของกำไรที่ 24.3% SECURE ยังเป็นบริษัทที่มีระดับเงินสดในมือสูงมากและไม่มีหนี้สิน ณ สิ้น 1Q67 บริษัทมีเงินสดอยู่ที่ 408 ล้านบาทหรือคิดเป็น 4 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น 27% ของราคาปิดล่าสุด เราคงคำแนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 22 บาท (จาก 18 บาท) อิง 20x PE ปี 2567
ปัจจัยกระตุ้น
  • ปัจจัยกระตุ้น#1: ผลประกอบการ 1Q67 สร้างจุดสูงสุดใหม่และดีกว่าที่เราคาด SECURE รายงานกำไรสุทธิที่ 9 ล้านบาท เติบโต 38.7% QoQ และ 50.2% YoY ซึ่งดีกว่าที่เราคาดไว้ 32% โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาด รายได้รวมอยู่ที่ 345 ล้านบาท เติบโต 7.2% QoQ และ 37.4% YoY โดยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Network security เติบโตได้ดีจากความต้องการที่สูงขึ้น และรายได้จากกลุ่มนี้คิดเป็น 79% ของรายได้รวม ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นนั้นอยู่ที่ 20.5% ดีขึ้นจาก 19.9% ใน 4Q66 แต่ลดลงจาก 1Q66 ที่ 22.5% จากสัดส่วนยอดขายที่แตกต่างกัน SG&A ทรงตัว QoQ แต่เพิ่มขึ้น 21.2% YoY จากจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น
  • ปัจจัยกระตุ้น#2: คาดผลประกอบการ 2Q67 เติบโตดีต่อเนื่อง โดยเราคาดแนวโน้มผลประกอบการ 2Q67 จะยังคงสามารถเติบโต YoY ได้อย่างต่อเนื่องจากความต้องการที่ยังคงดีอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของ QoQ นั้นคาดว่าจะเห็นการปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปัจจัยทางด้านฤดูกาลเนื่องจากใน 2Q67 มีจำนวนวันหยุดที่มากกว่า 1Q67 แต่เราอยากให้นักลงทุนโฟกัสที่แนวโน้มการเติบโต YoY มากกว่าเพราะจะแสดงให้เห็นถึงภาพแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจได้ดีกว่า
  • ปัจจัยกระตุ้น#3: ปรับกำไรปี 2567 ขึ้นสะท้อนผลประกอบการที่ดีกว่าคาด กำไรสุทธิ 1Q67 คิดเป็น 2% ของทั้งปีที่เราทำไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่ยังคงดีต่อเนื่องและคาดว่า 4Q67 จะเป็นจุดสูงสุดของปี และก่อนหน้านี้ประมาณการเติบโตของรายได้ของเราที่ 10% ถือว่ายังต่ำกว่าเป้าหมายที่ผู้บริหารวางไว้ที่ 15-20% เราเลยมีการปรับกำไรปี 2567 ขึ้น 6.7% อยู่ที่ 114 ล้านบาท เติบโต 24.3% YoY ภายหลังจากที่เรามีการปรับประมาณการเติบโตของรายได้ขึ้นเป็น 17.5% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท โดยเราคงในส่วนของประมาณการอื่นๆเหมือนเดิม
ความเสี่ยงและความกังวล
  • การผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออัตรากำไรขั้นต้น ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว
13/05/2024 TPAC ก่อนไปคิดอะไร
  • TPAC ประกาศกำไรสุทธิที่ 136 ล้านบาท ใน 1Q67 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 7% YoY จากรายได้อื่นที่ลดลง แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 45.6% QoQ เนื่องจากรายได้ที่ฟื้นตัวกว่า 7.5% QoQ ทั้งจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 16% QoQ ในประเทศอินเดีย (46% ของรายได้รวม) หลังจากผ่านพ้นฤดูฝน และเข้าสู่ฤดูร้อนที่มีความต้องการสินค้ากลุ่มอุปโภคและผลิตภัณฑ์นมที่สูงขึ้น รวมถึงการขยายกำลังการผลิตเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง 2 เครื่อง ที่นำเข้าจากทวีปยุโรป ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ทำให้บริษัทย่อย Skypet ในประเทศอินเดียมียอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 27% QoQ สำหรับยอดขายในประเทศไทย (28% ของยอดขายรวม) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน 9% QoQ จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่ รวมถึงความสำเร็จในการฟื้นฟูโรงงานที่บางนา ที่พลิกเป็นกำไรตั้งแต่ปี 2566 และยังดีขึ้นต่อเนื่องใน 1Q67 นอกจากนี้ธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (13% ของยอดขายรวม) ก็ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยยอดขายในสหรัฐเอมิเรตส์เพิ่มขึ้น 21% QoQ และ YoY ยังได้ประโยชน์ จากฤดูกาลรอมฎอนในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความต้องกำรบริโภคเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปีนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม 1 เดือน อย่างไรก็ตามธุรกิจในประเทศมาเลเซีย (14% ของรายได้รวม) ยังได้รับผลกระทบจากการหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน และการชะลอตัวของปริมาณความต้องการของตลาด ซึ่งทำให้ยอดขายในประเทศมาเลเซียปรับตัวลดลง 9% QoQ และ 12% YoY ทั้งนี้ TPAC มีการปรับเปลี่ยนการรับรู้รายการค่าขนส่ง (Freight expense) จากเดิมที่หักออกจากรายได้ ปรับเปลี่ยนมาเป็นอยู่ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling expense) ตั้งแต่ 4Q66 นั้นเราเห็น SG&A expense ปรับตัวสูงขึ้น 31.3% YoY แต่เพิ่มขึ้นเพียง 4% QoQ ตามยอดขายที่สูงขึ้น โดย SG&A/sale ขึ้นมาอยู่ที่ 12.0% ใน 1Q67 เทียบกับ 12.3% ใน 4Q66 และ 9.6% ใน 1Q66
  • ทางด้าน Gross margin โดยรวมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็น 0% ใน 1Q67 สูงสุดในรอบ 3 ปี (1Q66: 20.9%, 4Q66: 21.4%) หลังจากยอดขายในประเทศหลักๆ มียอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นตัวเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจในประเทศอินเดียที่ฟื้นตัวขึ้นแรงจากการขยายกำลังการผลิต และการผ่านพ้นฤดูฝนที่นานผิดปกติเมื่อ 1-2 ไตรมาสก่อนหน้า
หลังไปได้อะไร
  • แนวโน้มผลการดำเนินงานใน 2Q67 คาดว่าจะยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องได้ จากสัญญาณการฟื้นตัวของปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์โดยรวมต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศอินเดียที่ผ่านช่วงฤดูฝนไปแล้ว และการทยอยเพิ่ม utilization rate เครื่องจักรใหม่ที่นำเข้าจากทวีปยุโรป ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง 2 เครื่อง จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดีมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าโครงการใหม่ จากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ทยอยเข้ามาอยู่ในแผนการผลิตของปี 67
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • เรายังมองผลการดำเนินงานของ TPAC เป็นบวกในระยะกลางถึงยาว ที่ยังมองเห็นการเติบโตจากการขยายการผลิตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ที่ยังเป็น Key growth driver หลัก เนื่องจาก TPAC เป็นผู้ผลิต Rigid PET packaging (ไม่รวมขวดน้ำกับน้ำอัดลม) ส่วนแบ่งตลาดอันดับต้นๆ ในอินเดีย และแนวโน้มตลาดอินเดียยังเติบโตต่อเนื่อง 10.7% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า จาก GDP growth ที่สูงประมาณ 6-7% ต่อปี ขณะที่คาดการณ์การใช้พลาสติกของอินเดียจะเพิ่มขึ้น 5.5 เท่า ภายในปี 2060 เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยรวมยังเชื่อว่า TPAC อีกหนึ่งหุ้น Small cap น่าจับตาจากการที่เป็นทั้ง Growth stock และ Valuation ที่ยังไม่แพงมาก ทั้งนี้กำไรจากการดำเนินงานใน 1Q67 คิดเป็น 6% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา เรายังคงประมาณการไว้ก่อน เพื่อดูความต่อเนื่องของผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี โดยเราคาดการณ์รายได้จะยังเติบโต 7% YoY และ Gross margin อยู่ที่ระดับ 21.5% ในปี 2567
  • สำหรับคำแนะนำ ราคาหุ้น TPAC ปรับตัวลดลงกว่าลดลงกว่า 20% หลังจากประกาศผลการดำเนินงาน 4Q66 ที่ต่ำกว่าคาดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนประเด็นลบไปแล้ว โดยปัจจุบัน TPAC ซื้อขายที่ระดับ PE 2567F เพียง 3X ซึ่งต่ำค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (อาทิ PJW และ EPG ที่มี 2023 PE ประมาณ 12X และ 15X ตามลำดับ) โดยเรายังคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 21.4 บาทต่อหุ้น อิงฐาน PER ที่ 14 เท่า หรือ -0.5 SD ของ PE mean ในรอบ 5 ปี
  • ความเสี่ยง หากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงมากขึ้นอาจจะกระทบต่อกำลังซื้อผลิตภัณฑ์ และ Free float ที่ต่ำ ~21% จึงมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่น้อย ความเสี่ยงด้าน ESG คือ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน มีคุณภาพ (S) เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง จึงต้องมีการควบคุมการผลิต และการขนส่งอย่างมาก
13/05/2024 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทมองผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไร หลัง 1Q67 TNP มีกำไรสุทธิ 45 ลบ. เติบโต 23.8%YoY และอ่อนตัวลง 5.9%QoQ ตามผลฤดูกาล (4Q ปกติเป็น High Season ของธุรกิจค้าปลีก) ทั้งนี้การเติบโต YoY เป็นผลจาก 1) ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 12.6%YoY จากยอดขายสาขาเดิมที่เติบโต 2.6%YoY หลังตลาดนักท่องเที่ยวฟื้นตัวและมีมาตรการ Easy e-Receipt กระตุ้นการใช้จ่ายช่วง 1 ม.ค.-15 ก.พ. ที่ผ่านมา อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3 แห่ง (1Q67 ยังไม่มีเปิดสาขาใหม่) และ 2) อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 5% จาก 17.0% ใน 1Q66 และ SG&A/Sales ลดลงเป็น 10.0% จาก 10.3% ใน 1Q66 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นและคุมค่าใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หลังไปได้อะไร
  • TNP เผยตั้งแต่ต้นปี-เม.ย. ที่ผ่านมา ยอดขายสาขาเดิมอยู่ในทิศทางที่ดี โดยมีอัตราการเติบโตเป็นบวก ซึ่งเป็นผลจากเน้นขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ตลาดนักท่องเที่ยวฟื้นตัว และการหาสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงมาจำหน่ายในร้านค้าเพิ่ม จึงทำให้ยอดขายยังเติบโตได้ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยจะพยายามผลักดันให้ยอดขายสาขาเดิมปีนี้เติบโต 3%YoY ซึ่งเมื่อรวมกับ การรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ โดยปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ 4-6 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (2Q67 เปิด 1 แห่ง ส่วนที่เหลือเปิด 2H67) ทำให้คาดปี 2567 ยอดขายรวมจะเติบโต 10%YoY ตามเป้าได้
  • TNP พร้อมขานรับมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ซึ่งหากมีความชัดเจนตามไทมไลน์คาดบริษัทจะได้รับผลบวกใน 4Q67 เช่นเดียวกันมาตรการอื่นๆ ของรัฐที่บริษัทได้อานิสงส์และเข้าร่วมโครงการเกือบทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ช็อปดีมีคืน บัตรสวัสดิการคนจน คนละครึ่ง เป็นต้น
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • กำไร 1Q67 คิดเป็น 28% ของประมาณการทั้งปีซึ่งสูงเกินไป บวกกับ 2Q-4Q67 คาดกำไรจะยังเติบโตYoY จากยอดขายสาขาเดิมที่เติบโต 2-3%YoY หลังตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง อีกทั้งยังจะรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นและคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นคาดจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาด หนุนให้ศักยภาพทำกำไรปรับตัวดีขึ้น เพื่อสะท้อนปัจจัยบวกดังกล่าวเราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2567 จากเดิมเฉลี่ย 9% โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2567 TNP จะมีกำไรสุทธิ 173 ลบ. เติบโต 11%YoY ซึ่งยังไม่รวมมาตรการแจกเงินดิจิทัล โดยหากดำเนินการได้จะเป็น Upside ต่อกำไรใน 4Q67 และปี 2568
  • เรามอง TNP เป็นหุ้นค้าปลีกตัวเล็กที่ได้อานิสงส์บวกโดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล เมื่อบวกกับ บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดย 1Q67 แทบไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายเลย (Net Cash ราว 31 ลบ.) อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside น่าสนใจจากราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 ที่หุ้นละ 4.50 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 3 ปีที่ 21x เช่นเดิม) กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อ" โดยเทคนิคมีแนวรับ 3.40/3.32 บาท และแนวต้าน 3.60/3.70 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ความปลอดภัยและการรักษาข้อมูลการรักษาของลูกค้าที่มาใช้บริการ (S) รวมทั้งการมีผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นของบริษัทเกิน 50% (G)

 

13/05/2024 NER ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทมองผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไร หลัง 1Q67 NER มีกำไรสุทธิ 454 ลบ. แต่หากไม่รวมรายการพิเศษ (ขาดทุนยังไม่เกิดขึ้นจากวัดมูลค่าตราสารอนุพันธ์และ Fx) 22 ลบ. จะมีกำไรปกติ 476 ลบ. เติบโต 56.8%YoY และ 8%QoQ แรงหนุนจาก 1) ราคาขายยางเฉลี่ยอยู่ที่ 57.07 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 16%YoY และ 10%QoQ จึงช่วยชดเชยปริมาณขายยาง 1.15 หมื่นตัน ซึ่งลดลง 10% ทั้ง YoY และ QoQ ทำให้ยอดขายยังเพิ่มขึ้น 4.6%YoY และหดตัวเล็กน้อย 1%QoQ 2) อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 11.6% จาก 9.7% ใน 1Q66 และ 11.3% ใน 4Q66 หลังราคาขายสูงขึ้น และใช้ต้นทุนยางเฉลี่ยซึ่งไม่ได้ขยับขึ้นตามราคาซื้อที่สูงขึ้น และ 3) SG&A ลดลง 15%YoY และ 17%QoQ หลังมีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเป็น 26% ลดจาก 37% ใน 1Q66 และ 35% ใน 4Q66
หลังไปได้อะไร
  • NER มองปี 2567 อุปทานยางน้อยกว่าปีก่อนจากเอลนีโญ ซึ่งกว่าอุปทานกลับเป็นปกติเร็วสุดคาดอยู่ปลาย มิ.ย. ทำให้บริษัทมีแผนปรับลดปริมาณขายลงมากกว่า 10% จากที่ตั้งเป้าไว้ 1 แสนตัน (เป้าใหม่แจ้งหลังประกาศงบ 2Q67) โดยคาด 3Q67 ยอดขายจะลดลงมากสุดจากอุปทานเข้าสู่ตลาดน้อย ขณะที่ราคาขายยางคาดอยู่แถว 68-77 บาทต่อ กก. จากปีก่อนที่ 50-60 บาท ต่อ กก.
  • ล่าสุดบริษัทตัดสินใจชะลอแผนสร้างโรงงานแห่งที่ 3 อีกครั้งเพื่อดูความเสี่ยง หลังอุปทานยางลดลง แต่มีหลายบริษัทเตรียมสร้างโรงงานผลิตยางในไทยเพิ่ม โดยอย่างเร็วสุดหากมีการสร้างจะเริ่มปลายปีนี้และคาดจะผลิตได้ 3Q68 (จากเดิมที่คาดจะสร้างเสร็จปลายปีนี้และเริ่มผลิตต้นปี 68)
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • 2Q67 คาดกำไรจะยังเติบโต YoY และ QoQ แรงหนุนจากราคาขายยางที่สูงขึ้น YoY และ QoQ เพราะมีสัญญาขายบางส่วนใช้ราคายางปลาย 4Q66-1Q67 ซึ่งเป็นช่วงราคายางปรับขึ้นแรงตามฤดูกาล (ช่วงปิดกรีดยาง) และกังวลเอลนีโญกระทบอุปทาน แต่ราคาขายที่สูงคาดถูกบั่นทอนบางส่วนด้วยปริมาณขายยางที่ลดลงหลังอุปสงค์ชะลอตามความต้องการซื้อรถยนต์ในไทยและจีน
  • 2H67 มองมีความเสี่ยงกดดันผลกำไรจาก 1) ราคายางที่ทยอยปรับลงตั้งแต่ เม.ย. (ล่าสุดราคายางแท่งและยางแผ่นรมควันของไทยปรับลง 5% และ 18% จากจุดสูงสุด ตามลำดับ) หลังอุปทานกำลังเข้ามาในตลาด (ตั้งแต่ พ.ค. เข้าสู่ฤดูกรีดยาง) และ 2) อุปสงค์ยางอาจชะลอตัวตามยอดขายรถยนต์ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจาก ศก. ซบเซา (จีนเผยยอดขายรถยนต์โดยสาร เม.ย. 67 ลดลง 2%YoY และ 6%MoM ส่วนไทยมียอดขายรถยนต์ 1Q67 ลดลง 6%YoY) ดังนั้นแม้ 1H67 คาดกำไรจะโตเกิน 20%YoY แต่เรายังคงคาดปี 2567 NER มีกำไรปกติ 1,754 ลบ. เพิ่มขึ้ 13.5%YoY
  • ช่วง 1.5 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น NER ปรับลง 16% จากจุดสูงสุดที่ 6.45 บาท มองเป็นไปตามราคายางที่เริ่มปรับลง ซึ่งสอดคล้องกับที่ก่อนหน้านี้เราแนะนำให้ "ขายทำกำไรไปก่อนในช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นแรง" จนทำให้ราคาหุ้นปัจจุบันปรับลงมาใกล้กับราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 ที่หุ้นละ 5.50 บาท (ปรับลงจากเดิม 5.70 บาท เพื่อสะท้อน Dilution Effect ของ NER-W2 ที่ขึ้น XW ในสัดส่วน 6 หุ้นเดิม : 1 Warrant ราคาใช้สิทธิ 5.50 บาท เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ไป โดย EPS ใหม่จะอิงจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากใช้สิทธิแปลงสภาพ NER-W2 ซึ่งมี 308 ล้านหน่วย และกำหนดให้ใช้สิทธิเท่ากัน 4 ครั้งในเวลา 2 ปี พร้อมอิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 5 ปีที่ 6.0 เท่าเช่นเดิม) ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนช่วงสั้นจึงคงแนะนำ "Underperform" หลังยังไม่มี Upside จูงใจ อีกทั้งมองราคาหุ้นมีโอกาสถูกกดดันจากราคายางที่เริ่มปรับลงและอุปสงค์ชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดส่งออก ซึ่งทำให้อาจไม่คุ้มกับปันผลที่ได้รับ โดยคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปีนี้หุ้นละ 0.37 บาท คิดเป็น Yield ปีละ 6.7%
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของราคายางพารา, การถดถอยของเศรษฐกิจโลกและจีน, ภาวะภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญอาจกระทบผลผลิต, การแข็งค่าของเงินบาท ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การแปรรูปยางอาจก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศและเกิดน้ำเสียได้ อย่างไรก็ดี บริษัทบริหารจัดการกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีการติดตามผลต่อเนื่อง
13/05/2024 AU ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทมองผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไร หลัง 1Q67 AU มีกำไรสุทธิ 54 ลบ. ดีกว่าตลาดคาด โดยเติบโต 58.5%YoY และ 9%QoQ แรงหนุนจาก 1) ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 28.9%YoY และ 7.3%QoQ หลังยอดขายสาขาเดิมกลับมาโตเด่น 15.2%YoY และ 9.5%QoQ จากการเปิดตัวเมนูใหม่ต่อเนื่อง มีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นตามธุรกิจท่องเที่ยวที่ดีขึ้น และได้อานิสงส์จากเป็นร้านค้าที่ร่วมรายการ Easy E-Receipt อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่ม 8 สาขา จาก 1Q66 และ 1 สาขา จาก 4Q66 และ 2) ศักยภาพทำกำไรดีขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 66.5% เพิ่มจาก 63.8% ใน 1Q66 และ 64.9% ใน 4Q66 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากยอดขายโตดี
หลังไปได้อะไร
  • ปี 2567 AU ยังคงแผนขยายสาขาร้าน After You 10-12 สาขา (1Q67 ขยายสาขาไปแล้ว 1 สาขา) ซึ่งจะมุ่งเน้นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวและย่านชุมชนที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น พร้อมขยายแฟรนไชส์ After You ในต่างประเทศเพิ่ม 2 สาขา คือ แอร์ไซด์ ฮ่องกง (เปิด 6 ม.ค. 67) และ เมืองพนมเปญ กัมพูชา (เปิด 3Q67) จากปีก่อนที่มี 1 สาขา ที่เหล่ย์ต๊งก๊าย ฮ่องกง เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว ส่วนร้าน Luggaw มีแผนขยายสาขา 5-7 แห่งซึ่งเป็นพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าที่ กทม. รวมทั้งยังมีแผนเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของบริษัทในร้านสะดวกซื้อและช่องทางค้าปลีกอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • จากภาวะอากาศปีนี้ที่ร้อนจัด การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ อีกทั้งบริษัทยังมีการเปิดตัวเมนูใหม่และผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งมีกระแสตอบที่ดี อาทิ เบบี้เอแคลร์สังขยาใบเตย, คากิโกริข้าวเหนียวทุเรียน เป็นต้น จึงทำให้ตั้งแต่ เม.ย. - ปัจจุบัน ลูกค้ายังมีแนวโน้มมาใช้บริการในร้านเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดหนุนให้ยอดขายสาขาเดิม 2Q67 ยังเติบโตสดใส ซึ่งเมื่อบวกกับ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาใหม่และบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้งมาร์จิ้นคาดดีขึ้นหลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีสาขาจำนวนมากและลูกค้ามาทานที่ร้านมากขึ้น (มาร์จิ้นทานที่ร้านดีกว่าซื้อกลับและ Delivery) จึงทำให้เราคาด 2Q67 กำไรยังเติบโตดี YoY และปี 2567 คงคาด AU จะมีกำไรสุทธิ 214 ลบ. เติบโตต่อ 20%YoY ตามประมาณการเดิมได้
  • เรายังมีมุมมองที่ดีต่อ AU ซึ่งมีแบรนด์ร้านขนมเป็นที่นิยมทั้งในไทยและตปท. และะตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้น AU ปรับขึ้นเพียง 1%YTD ซึ่งมองยังไม่สะท้อนกำไรที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น โดย 2Q-4Q67 คาดกำไรจะเติบโตดีต่อเนื่อง YoY กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2567 ที่หุ้นละ 11 บาท อิงวิธี DCF (WACC ที่ 7.2% และอัตราเติบโตระยะยาวที่ 2.5%) ยังมี Upside 18% และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2567 หุ้นละ 25 บาท คิดเป็น Div. Yield ปีละ 2.7%
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การขยายสาขาและแฟรนไชส์ต่ำกว่าคาด, ธุรกิจร้านขนมหวานและร้านกาแฟแข่งขันสูง, ความเสื่อมนิยมในตัวสินค้า และ/หรือ กระแสดูแลสุขภาพที่มีมากขึ้น, ส่วนราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นคาดกระทบจำกัด หลังมีต้นทุนน้ำตาลคิดเป็นราว 1% ของต้นทุนผลิต ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม (E) และการจัดการด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อลูกค้า (S)
10/05/2024 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เรามองการฟื้นตัวของตลาดเครื่องดื่มภายในประเทศในช่วง 1Q67 ด้วยปัจจัยหนุนด้านฤดูกาล อย่างไรก็ตามภาพรวมของเศรษฐกิจที่เติบต่ำและกำลังซื้อที่หดตัวลงมีโอกาสกดดันการเติบโตในปี 2567 ขณะที่ตลาดต่างประเทศคือประเทศเวียดนามคาดว่าจะให้ผลบวกในเชิงของการประหยัดต้นทุน แต่เป้ายอดขายในปีนี้มองว่าเป็นเป้าที่ท้าทาย

หลังไปได้อะไร

  • คาดว่า 1H67 ยอดขายโดยรวมจะเติบโตต่ำและมีความท้าทายต่อเป้าสูงมาก โดย 2Q67 แม้เป็นช่วงของฤดูกาลเครื่องดื่มแต่ snack เช่น เบนโต๊ะ ได้รับกระทบทางลบของยอดขายจากอากาศที่ร้อนมากขึ้น การออกสินค้ารสชาติใหม่ทั้งในกลุมเครื่องดื่มและ snack จะเป็นปัจจัยกระตุ้นยอดได้บางส่วน บริษัทยังมองการติบโตของยอดขายจากต่างประเทศจะเป็นส่วนต่อยอดการเติบโต เช่น จากฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • SNNP รายงานกำไรสุทธิ 1Q67 ที่ 158 ล้านบาท อ่อนตัวกว่าที่เราคาดไว้ที่ 161 ล้านบาทเล็กน้อย โดยเป็นไตรมาสที่กำไรไม่สามารถทำ new high ได้ รายได้ของ 1Q67 อยู่ที่ 1,440 ล้านบาท (+1.4% YoY แต่ลดลง -12.2% QoQ) โดยยอดขายภายในประเทศลดลง -1.6% QoQ และ -0.2% YoY ขณะที่ยอดขายในต่างประเทศลดลง -3% YoY แต่เติบโตได้ +6.8% QoQ อัตราการทำกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 29.5% ทำจุดสูงสุดใหม่ ได้ปปัจจัยหนุนจากต้นทุนการผลิตและยอดขายจากประเทศเวียดนามที่มี efficiency ที่ดีกว่า SG&A to revenue อยู่ที่ 16.4% ทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงและมีการขาดทุนจากบริษัทร่วมค้าอยู่ที่ 9.4 ล้านบาทมากกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย
  • เราคาดทิศทางรายได้ใน 2Q67 จะยังต้องพึ่งพายอดขายจากรปะเทศเวียดนาม แม้จะเป็นฤดูกาลเครื่องดื่มของไทยแต่การแข่งขันค่อนข้างสูงและกำลังซื้อหดตัว เรามีการปรับประมาณการรายได้ของปี 2567 ลง 7% เท่ากับ 6,268 ล้านบาทเติบโต 4% เปรียบเทียบกับเป้ารายได้ที่ SNNP ตั้งไว้ที่การเติบโต 15% ขั้นต่ำ โดยเรามองว่ายอดขายในประเทศมีโอกาสอ่อนตัวกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ยอดขายจากประเทศคาดจะเติบโต 11% จากเป้าเดิมของเราที่ 17% และมีสีดส่วน 29% ของรายได้โดยเรามองยอดขายจากประเทศเวียดนามที่ 850 ล้านบาทเติบโต 9% จากเดิมที่ 950 ล้านบาท
  • หลังการปรับประมาณการรายได้ทำให้กำไรสุทธิคาดที่ 702 ล้านบาท (+10%) และลดลงจากประมาณการเดิม 5% โดยจุดแข็งของ SNNP ยังคงเป็นอัตราการทำกำไรขั้นต้นในปีนี้ที่คาดว่าจะดีขึ้นเป็น 2% จาก 28.6% ด้วยแรงหนุนของต้นทุนในต่างประเทศ
  • ความเสี่ยง : การบริหารต้นทุนและความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารโรงงานในต่างประเทศ ความผันผวนของค่าเงินและเศรษฐกิจในต่างประเทศ และการบริโภคหดตัว
  • ความเสี่ยงด้าน ESG แม้ในรอบปี 2566 SNNP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน SET ESG Ratings แต่บริษัทมีเป้าในการจัดทำแบบประเมินการเป็นหุ้นยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ ESG Ratings ในปีต่อๆ ไป ซึ่งทางบริษัทมีแผนเพิ่มในส่วนของสังคม (Social) และ Governance และมีความแข็งแกร่งในส่วนของสิ่งแวดล้อม (Environmental)
  • เรามองการเติบโตของปี 2567 ต้องได้ปัจจัยหนุนจากการผลิตในประเทศเวียดนาม ขณะที่ในประเทศเติบโตจำกัดหากขาดสินค้าใหม่ที่ได้รับการตอบรับดี ดังนั้นแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว ด้วยสมติฐาน PER ที่ 32 เท่า (-0.5SD) ราคาเป้าหมายปี 2567 เท่ากับ 23.40 บาท/หุ้น (เดิม 24.80 บาท)
08/05/2024 NYT ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทมีมุมมองผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไร หลัง 1Q67 NYT รายงานกำไรสุทธิ 159 ลบ. เติบโต 51%YoY แรงหนุนจาก 1) รายได้จากการให้เช่าคลังสินค้าเพิ่มขึ้น 36%YoY หลังมีพื้นที่เช่าใหม่ที่บ่อวิน 4 หมื่นตร.ม. จึงช่วยชดเชยรายได้ให้บริการท่าเทียบเรือที่ลดลง 7%YoY หลังมีจำนวนรถยนต์ผ่านท่าลดลง 20%YoY จากฐานปีก่อนที่สูงมาก แต่ยังมีลูกค้ามาใช้พื้นที่ลานพักสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อพักสินค้า จึงทำให้มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.3%YoY และ 2) พลิกรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบ.ร่วม (ท่าเรือ C0 ถือ 49%) ราว 40 ลบ. จากขาดทุน 4 ลบ. ใน 1Q66 หลังลูกค้ากลุ่มโรงกลั่นกลับมาส่งสินค้าโครงสร้างขนาดใหญ่ผ่านท่าเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 45.6% จาก 41.1% ใน 1Q66 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดในธุรกิจให้เช่าคลังสินค้า
หลังไปได้อะไร
  • NYT มองช่วงที่เหลือของปีนี้ผลการดำเนินงานจะได้แรงหนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ให้เช่าคลังสินค้าอย่างน้อย 15-20%YoY หลังปัจจุบันพื้นที่เช่าเดิม 7 แสนตร.ม. มีอัตราเช่าเกือบเต็ม 100% และพื้นที่เช่าใหม่ที่บ่อวิน 3.4 หมื่นตร.ม. มีอัตราเช่าที่ 77% (1Q-3Q66 อยู่ที่ 25%) โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอลูกค้าตัดสินใจเช่าพื้นที่เพิ่มซึ่งเหลืออยู่ 3 ห้อง จากที่มี 11 ห้อง ซึ่งคาดได้ข้อสรุปใน 2H67 ส่วนรายได้จากให้บริการท่าเทียบเรือคาดทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อย YoY หลังกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าชะลอตัว อาทิ ออสเตรเลีย อย่างไรก็ดีคาดไทยมีการส่งออกรถ EV เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีการเริ่มผลิตปีนี้ และยังมีโอกาสจากการนำเข้ารถ EV เข้ามาขายในประเทศ
  • ธุรกิจเรือซีฮอร์สเฟอร์รี่อยู่ระหว่างหาทางขายทรัพย์สินออกไปหลังประสบผลขาดทุนต่อเนื่อง (NYT รับรู้ผลขาดทุนจากเรือ (ถือหุ้น 50%) ปี 2566 ราว -64 ลบ. และปี 2565 ราว -44 ลบ. ซึ่งปี 2566 ตั้งขาดทุนจากด้อยค่าของเงินลงทุนไปหมดแล้ว 76.5 ลบ. ในงบเดี่ยว) อย่างไรก็ดี ระหว่างรอขายบริษัทนำเรือไปใช้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ กทม.-สมุย (จากเดิม สัตหีบ-สมุย) ซึ่งเริ่มวันที่ 23 มี.ค. นี้ (ใช้เวลาเดินทาง 23 ชม.) เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางและสร้างรายได้บ้าง
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • แม้ 2Q67 คาดกำไรอ่อนตัว QoQ ตามผลฤดูกาล แต่คาดยังเติบโตเด่น YoY ปัจจัยหนุนจากรายได้ให้เช่าคลังสินค้าที่ยังเติบโตดี YoY หลังปัจจุบันพื้นที่ให้บริการใหม่ที่บ่อวินมีอัตราเช่าเพิ่มขึ้นที่ 77% เมื่อเทียบกับ 25% ใน 2Q66 และคาดจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบ.ร่วม (ท่าเรือ C0 ถือ 49%) เพิ่มขึ้น YoY หลังลูกค้ายังมีแผนส่งสินค้าผ่านท่าต่อเนื่องและสหรัฐนำเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าเทียบท่าเพื่อนำทหารมาพักผ่อนหลังภารกิจฝึกเสร็จ อีกทั้งบริษัทยังมีนโยบายคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ดังนั้นเราจึงคงประมาณการกำไรปี 2567 โดยคาด NYTI จะมีกำไรปกติ 526 ลบ. เติบโต 5%YoY
  • เรายังชอบ NYT เนื่องจากมีจุดแข็ง ดังนี้ 1) ผลการดำเนินงานได้อานิสงส์บวกโดยตรง จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ EV ในไทย และ 2) เป็น Dividend Stock โดยมีฐานะการเงิน (IBD/E ต่ำที่ 0.17x) และเงินสดแข็งแกร่ง (CFO ปีละ 1 พันลบ.) สามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตราสูง โดยคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2567 หุ้นละ 0.38 บาท คิดเป็น Yield สูงปีละ 8.9% ขณะที่เราประเมินราคาเป้าหมายปี 2567 อยู่ที่หุ้นละ 5.50 บาท (อิง PER -1SD ที่ 13x ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ NYT เพื่อสะท้อนกำไรที่โตลดลงจากในอดีต) ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อ"
  • ความเสี่ยงสำคัญ : ปัญหาขาดแคลนชิปส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน, ศก. คู่ค้าชะลอ, ธุรกิจเรือซีฮอร์สเฟอร์รี่ยังประสบผลขาดทุนและมีความเสี่ยง write-off, สัญญาสัมปทานท่าเรือ A5 (รายได้หลัก 80%) จะหมดอายุ 30 เม.ย. 69 ซึ่งต้องประมูลใหม่กับ กทท. (คาดยังมีโอกาสชนะประมูลจากประสบการณ์บริหารจัดการท่าเรือที่มีกว่า 30 ปี) ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การจัดการด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย (S)
08/05/2024 ONEE ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบถึงแนวโน้มผลประกอบการ 1Q67 รวมถึงภาพอุตสาหกรรมเม็ดเงินโฆษณา TV ว่ามีทิศทางการฟื้นตัวอย่างไรบ้าง
หลังไปได้อะไร
  • ผู้บริหารให้รายละเอียดว่าภาพรวมเม็ดเงินโฆษณา TV ใน 1Q67 ยังค่อนข้างที่จะอ่อนแอตามภาพกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงฟื้นตัวค่อนข้างช้า
  • เราคาดกำไร 1Q67 อยู่ที่ 35 ล้านบาท ลดลง 8% QoQ และ 29.9% YoY รายได้รวมเราคาดว่าจะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 19.1% QoQ และ 1% YoY รายได้ของธุรกิจ TV คาดว่าจะอยู่ที่ 631 ล้านบาท ลดลง 13.3% QoQ แต่จะทรงตัว YoY ตามภาพเม็ดเงินโฆษณาผ่าน TV ที่ยังคงไม่ฟื้นตัว รายได้ธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์คาดว่าจะอยู่ที่ 196 ล้านบาท ลดลง 30.3% QoQ และ 11% YoY เนื่องจากจำนวนเรื่องที่ขายลิขสิทธิ์ในไตรมาสนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว สำหรับธุรกิจบริหารศิลปินคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 244 ล้านบาท ใกล้เคียงปีที่แล้วแต่จะลดลง 19% QoQ
  • ในส่วนของต้นทุนการขายและบริการยังคงจัดการได้ดีโดยบริษัทมีการทำ Content เก่ามา Rerun มากขึ้นตามภาพเม็ดเงินโฆษณาที่ยังไม่ฟื้นตัวทำให้ถึงแม้ว่ารายได้รวมจะลดลงเล็กน้อย YoY แต่เรามองว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะสามารถปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อยอยู่ที่ 7% จาก 35.4% ใน 1Q66
  • สำหรับ SG&A คาดว่าจะอยู่ที่ 465 ล้านบาท ลดลง 8% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 4.6% YoY โดยการลดลง QoQ นั้นเป็นไปตามภาพรายได้ที่อ่อนตัวลง แต่การเพิ่มขึ้น YoY หลักๆเกิดจากค่าการตลาดที่สูงขึ้น โดยงบคาดว่าจะออกวันที่ 10 พ.ค.
  • สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ 2Q67 เราคาดว่าอาจจะเห็นการฟื้นตัว QoQ ได้จากการจัดงาน Event และ Concert ที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เนื่องด้วยเม็ดเงินโฆษณา TV คาดว่าน่าจะยังอ่อนแอต่อเนื่องทำให้เราคาดว่าการเติบโตของกำไร YoY น่าจะยังเป็นลบอยู่
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ก่อนหน้านี้เราคาดว่าผลประกอบการ 1Q67 น่าจะเห็นการฟื้นตัว YoY ได้เนื่องจากฐานที่ต่ำใน 1Q66 แต่ด้วยแนวโน้ม 1Q67 ที่กำไรคาดว่าจะลดลง YoY ซึ่งถือว่าอ่อนแอกว่าคาดมากทำให้เรามีการปรับกำไรปี 2567 ลง 6% อยู่ที่ 507 ล้านบาท (flat YoY) ภายหลังจากที่เรามีการปรับรายได้ลง 6.5% อยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท (flat YoY) และมีการลดอัตรากำไรขั้นต้นลงอยู่ที่ 38.5% จาก 39.3% เพื่อสะท้อนภาพการฟื้นตัวของผลประกอบการ 1Q67 ที่อ่อนแอกว่าคาด
  • เนื่องด้วยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% YTD Outperform SET 16.9% และแนวโน้มผลประกอบการที่ยังคงอ่อนแอในช่วง 1H67 เราจึงลดคำแนะนำเป็น ถือ (จาก ซื้อ) และมีการลดราคาเป้าหมายลงอยู่ที่ 4.3 บาท (จาก 6 บาท) อิง 20x PE ปี 2567 (-1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง) โดยเราคาดว่าการฟื้นตัวของกำไร YoY น่าจะเห็นได้ในช่วง 4Q67 หากโครงการ Digital wallet สามารถดำเนินการได้
  • ความเสี่ยงคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อ่อนแอซึ่งจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาในภาพรวมมีการปรับตัวลดลง
29/04/2024 AMATA ก่อนไปคิดอะไร
  • เรามองว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งส่งผลบวกต่อการเติบโตของ FDI และ Demand การใช้ที่ดินในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วน Electronic และ EV supply chain โดยฐานลูกค้าหลักยังคงมาจากประเทศจีน และ Demand ใน 1Q67 คาดเติบโตได้เล็กน้อย จุดเด่นอยู่ในพื้นที่ EEC

หลังไปได้อะไร

  • AMATA มียอดขายที่ดินใน 1Q67 ที่ 312 ไร่ (288 ไร่มาจากยอดขายในประเทศไทย และ 23 ไร่มาจากเวียดนาม) โดยในไตรมาสนี้เริ่มมีการบันทึกยอดขายจากนิคมอตมะ บ้านบึง ชลบุรี เข้ามา 15 ไร่ โดยฐานลูกค้าหลัก 86% เป็นลูกค้าชาวจีน รองลงมาคือญี่ปุ่นที่ 9% โดยสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่สูงที่สุดคือ Manufacturing ที่ 32% อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ 18% เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ 17%
  •  ยอดขายของ 1Q67 คิดเป็นสัดส่วนที่ 17% ของเป้าการขายขั้นต่ำในปี 2567 ที่ AMATA ตั้งไว้ที่ 1,800 ไร่ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2566 ที่มียอดขาย 1,854 ไร่ นอกจากนี้ในปีนี้ AMATA มีการปรับราคาขายที่ดินในประเทศไปแล้วประมาณ +/-10% สำหรับลูกค้าใหม่
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • Backlog ปัจจุบันที่ 13,800 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดจากประเทศไทย 87% และประเทศเวียดนาม 13% คาดว่าไม่ต่ำกว่า 40% จะบันทึกรายได้ในปี 2567 ดังนั้นเราคาดรายได้รวมของปี 2567 ที่ 11,037 ล้านบาท เติบโต 16% YoY ระดับ Gross Margin คาดว่าจะฟื้นตัวเท่ากับ 41.1% ดีขึ้นจาก 39% ในปี 2566 เนื่องจากสัดส่วนการบันทึกรายได้จากเวียดนามซึ่งมีระดับ Gross Margin จะมีน้อยลงในปีนี้ และเราคากำไรสุทธิที่ 2,239 ล้านบาท (+18.8% YoY) บนสมมติฐานของการไม่มีการกำไรพิเศษจากการสินทรัพย์ใปนี 2567
  • สำหรับ 1Q67 คาดการโอนที่ดินของ 1Q67 ที่ 151 ไร่ (128 ไร่จากประเทศไทยและ 23 ไร่จากประเทศเวียดนาม) ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% YoY แต่ลดลง 50% QoQ และด้วยสัดส่วนจากอมตะชลบุรี ที่ประมาณ 45% ของยอดโอนคาดจะหนุนทำให้ระดับ Gross margin เฉลี่ยปรับตัวดีขึ้น QoQ แต่ยังอ่อนตัว YoY ทิศทางของกำไรสุทธิคาดจะอ่อนตัวลงทั้ง YoY และ QoQ อยู่ในกรอบ 400-450 ล้านบาท และจะเติบโตสูงขึ้นใน 2Q และ 3Q จากกำหนดการโอนของ Backlog ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
  • เราให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ฐาน PER ที่ 15.2 เท่าซึ่งเท่ากับ PE เฉลี่ยในรอบ 6 ปีของ AMATA ได้ราคาเป้าหมาย 29.10 บาทต่อหุ้น คงคำแนะนำ ซื้อ
  • ความเสี่ยง: ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และติดตามโอกาสและความเสี่ยงของการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำและราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้าน ESG : AMATA ได้จัดอยู่ในระดับ AAA ของ SET ESG Ratings ในปี 2566 โดย AMATA เน้นด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน รวมถึงการ re-use พลังงานในพื้นที่ทุกนิคมของ AMATA ซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงานทั้งในพื้นที่นิคมฯ และส่วนของธุรกิจสาธารณูปโภค
29/04/2024 SECURE บทสรุป
  • ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 6.1% YTD outperform SET 10% โดยเราเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นต่อได้ตามแนวโน้มของผลประกอบการที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง Valuation ถือว่าน่าสนใจเช่นกันโดยซื้อขายที่ 13.4x PE ปี 2567 เทียบกับการเติบโตของกำไรที่ 16.6% อยู่ที่ 107 ล้านบาทและเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประมาณการของเรามีโอกาสที่จะเห็น Upside ด้วยเช่นกัน คงคำแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 18 บาทต่อหุ้นอิง 17x PE ปี 2567
ปัจจัยกระตุ้น

• ปัจจัยกระตุ้น#1: คาดผลประกอบการ 1Q67 ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง เราคาดกำไร 1Q67 จะอยู่ที่ 31 ล้านบาทเติบโต 5.1% QoQ and 13.8% YoY ซึ่งถือว่าดีมากเนื่องจากโดยปกติผลประกอบการ 1Q มักจะน้อยกว่า 4Q และด้วยฐานของกำไรที่สูงใน 1Q66 จาก Pent-up demand ภายหลังสถานการณ์ Chip shortage ที่ดีขึ้น และถือว่าดีกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่จะติดลบทั้ง QoQ และ YoY โดยปัจจัยขับเคลื่อนผลประกอบการ 1Q67 มาจากความต้องการของสินค้า Cybersecurity ที่ยังดีอย่างต่อเนื่อง เราคาดรายได้จะอยู่ที่ 330 ล้านบาทเติบโต 2.5% QoQ และ 31.4% YoY อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 19.9% โดยผลประกอบการจะประกาศในวันที่ 14 พ.ค.

• ปัจจัยกระตุ้น#2: มีโอกาสเห็น Upside บนประมาณการปี 2567ถ้าการคาดการณ์กำไร 1Q67 ของเราถูกต้องจะคิดเป็น 29% ของทั้งปีที่เราทำไว้ ประกอบกับโมเมนตัมของกำไรในเชิง YoY คาดว่าจะดีต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีและคาดว่าจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ใน 4Q67 ซึ่งมักจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี ประกอบกับประมาณการการเติบโตของรายได้ที่เราทำไว้อยู่ที่ 10% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าของบริษัทที่ 15-20% ถ้าบริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้จะมี Upside ต่อประมาณการกำไรที่ 4.5-9% โดยเราจะมีการพิจารณาประมาณการของเราอีกครั้งภายหลังบริษัทรายงานผลประกอบการ 1Q67

• ปัจจัยกระตุ้น#3: Kaspersky รายงานว่าบริษัทไทยโดนโจมตีด้านไซเบอร์มากที่สุด ก่อนหน้านี้เองทางบริษัท Group-IB (บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ด้าน Cybersecurity ชั้นนำของโลก) ได้ออกมาพูดว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 3 ในเอเชียสำหรับการโจมตีด้วย Ransomware หรือการโจมตีที่คล้ายการเรียกค่าไถ่ ล่าสุดทาง Kaspersky (บริษัทผู้นำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ความปลอดภัยด้าน Cyber) ได้ออกมาพูดว่าในปี 2566 บริษัทไทยถูกโจมตีด้วย Ransomware ลำดับที่ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 109,315 รายการ โดยประเด็นนี้จะเป็นประเด็นผลักดันความต้องการด้าน Cybersecurity อย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงและความกังวล

•การผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออัตรากำไรขั้นต้น ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว

• ความกังวลเรื่องค่าขนส่งสินค้าจากประเด็นความขัดแย้งในทะเลแดง ณ ปัจจุบันผลประทบค่อนข้างที่จะจำกัดเนื่องจากบริษัทนำเข้าสินค้าที่เป็น Hardware ทั้งหมดประมาณ 13-15% ของรายได้และส่วนใหญ่จะมาจากอเมริกา แต่เรายังคงต้องติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง

11/04/2024 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราคาด 1Q67F มีโอกาสที่ยอดขายในประเทศจะเติบโตไม่โดดเด่นจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่หดตัว และคาดหวังการผลิตจากโรงงานใหม่ในประเทศเวียดนามจะมีกำลังการผลิตและยอดขายที่ดีขึ้น และจะเป็นปัจจัยในการหนุนระดับ Gross Margin ในปี 2567

หลังไปได้อะไร

  • ยอดขายภายในประเทศในช่วง 1Q67 คาดเติบโตประมาณ 3-4% YoY อ่อนตัวกว่าที่ SNNP ตั้งเป้าไว้จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวโดยเฉพาะในช่องทาง Traditional Trade (TT) รวมไปถึงการออกสินค้าใหม่คือ Jele Fitt ที่วางขายในช่วงปลายไตรมาสและผ่านเพียงช่องทาง 7-11 (MT) ในช่วง 6 เดือนแรก ขณะที่ยอดขายจากต่างประเทศคาดว่าจะเติบโต 8-9% โดยในเวียดนามเป็นช่วง Low-season จากเทศกาลวันตรุษ
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • คาดรายได้รวมของ 1Q67 ที่ 1,484 ล้านบาท (+4.5% YoY แต่ -9.5% QoQ) ตาม seasonal ของยอดขายในต่างประเทศที่เติบโตต่ำและการบริโภคภายในประเทศที่หดตัว โดยเราคาดสัดส่วนของกลุ่ม Snack ที่ประมาณ 55% และเครื่องดื่มที่ 45% ขณะที่อัตราการทำการทำกำไรขั้นต้นคาดที่ 1% อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดที่ 29.2% ใน 4Q66 จากรายได้ที่หดตัว QoQ และ Economy of Scale ค่าใช้จ่าย SG&A คาดว่าจะอยู่ที่ 15.3% ของยอดราย ดังนั้นคาดกำไรสุทธิของ 1Q67 ที่ 161 ล้านบาท (+4.7% YoY แต่ลดลง -2.3% QoQ หลังจากทำการเติบโตได้ 8 ไตรมาสติดต่อกัน ทิศทางของ 2Q67 คาดว่าด้วยปัจจัยด้วยฤดูกาลจะหนุนจะทำให้ยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม Gross Margin เครื่องดื่มที่อ่อนตัวกว่า Snack จะถูกชดเชยด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าของการผลิตในเวียดนาม ดังนั้น คาดกำไรสุทธิมีโอกาสฟื้นตัว YoY และ QoQ
  • สำหรับประมาณของปี 2567 เราคงประมาณการรายได้ที่ 6,771 ล้านบาท (+13% YoY) และต่ำกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 15-20% เล็กน้อย โดยในปีนี้คาดรายได้ภายในประเทศจะมีสัดส่วน 72% และยอดขายเติบโต 11% หนุนจากการเริ่มออกสินค้าใหม่ในกลุ่มเสริมอาหาร การฟื้นตัวของการบริโภคตั้งแต่ 2Q67 เป็นต้นไป ขณะที่รายได้จากต่างประเทศคาดจะมีสัดส่วน 28% มูลค่าเติบโต 17% หนุนจากการผลิตและยอดขายจากประเทศเวียดนามที่คาดว่าจะเติบโต 22% เท่ากับ 950 ล้านบาท ดังนั้นคาดว่ากำไรสุทธิของปี 2567 จะยังคงสามารถทำ New High ได้ที่ 737 ล้านบาท เติบโต 16%
  • ความเสี่ยง : การบริหารต้นทุนและความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลัก การบริหารโรงงานในต่างประเทศ ความผันผวนของค่าเงินและเศรษฐกิจในต่างประเทศ และการบริโภคในบางพื้นที่ที่ยังอ่อนแอ
  • ความเสี่ยงด้าน ESG แม้ในรอบปี 2566 SNNP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน SET ESG Ratings แต่บริษัทมีเป้าในการจัดทำแบบประเมินการเป็นหุ้นยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ ESG Ratings ในปีต่อๆ ไป ซึ่งทางบริษัทมีแผนเพิ่มในส่วนของสังคม (Social) และ Governance และมีความแข็งแกร่งในส่วนของสิ่งแวดล้อม (Environmental)
  • เรามองการเติบโตของปี 2567 ต้องได้ปัจจัยหนุนจากการผลิตในประเทศเวียดนาม ขณะที่ในประเทศเติบโตจำกัดหากขาดสินค้าใหม่ที่ได้รับการตอบรับดี ดังนั้นแนะนำ ทยอยสะสม ด้วยสมติฐาน PER ที่ 32.4 เท่า (-0.5SD) ราคาเป้าหมายปี 2567 เท่ากับ 24.80 บาท/หุ้น
22/03/2024 AMATA ก่อนไปคิดอะไร
  • เรายังคงมุมมองที่บวกต่อภาพการลงทุน FDI ของประเทศไทย คาดว่าด้วย Strategic Location ที่ได้เปรียบ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค คาดส่งผลบวกต่อ AMATA ซึ่งได้ปัจจัยหนุนอุปสงค์ของกลุ่มชิ้นส่วน Electronic กลุ่มชินส่วนยานยนต์ Semiconductors และ EV related ทั้งจากการลงทุนจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน คาดยอดขายที่ดินของปี 2567 ยังอยู่ในระดับสูงแต่อาจไม่เติบโตก้าวกระโดดอย่างในปี 2566 ที่เติบโตได้ 167% เท่ากับ 1,854 ไร่

หลังไปได้อะไร

  • AMATA ตั้งเป้ายอดขายที่ดินในปี 2567 ที่ไม่น้อยกว่าปี 2566 หรือในกรณีที่ดีที่สุดคือเติบโตได้เล็กน้อย ดังนั้นคาดจำนวนเป้าการขายที่ดินอยู่ที่ 1,800-2,000 ไร่ โดยในปีนี้จะเน้นการขายที่นิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี เป็นหลักซึ่งเป็นนิคมที่มี Gross Margin สูงที่สุดด้วยจุดแข็งที่รองรับการลงทุนของกลุ่มชิ้นส่วน Electronic (PCB Related) ได้ดีมีระบบสาธารณูปโภคพร้อม ซึ่งในปีนี้คาดจะมีการปรับราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้นอยู่ในกรอบประมาณ 3-4% สำหรับยอดขายที่ดินจากนิคมฯ ใหม่ในประเทศ สปป. ลาว คาดจะเริ่มในปี 2567
  • ฐานลูกค้าหลักในปีนี้คาดว่าจะยังเป็นจากประเทศจีน(สัดส่วน 62% ในปี 2566) และกลุ่มธุรกิจหลักยังคงเป็นชิ้นส่วน Electronic, Manufacturing,ชิ้นส่วนยานยนต์ และ EV related
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • แม้ AMATA ตั้งเป้าการขายที่ดินในปี 2567 แบบทรงตัวแต่ Backlog ในมือมีสูงถึง 14,285 ล้านบาท (85% มาจากประเทศไทยและ 15% มาจากประเทศเวียดนาม) คาดว่าส่วนของเวียดนาม 1,000 ล้านบาทและประเทศไทยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทจะสามารถบันทึกรายได้ในปี 2567
  • เราคาดรายได้รวมของปี 2567 ที่ 11,061 ล้านบาท เติบโต 16% YoY ระดับ Gross Margin คาดว่าจะฟื้นตัวเท่ากับ 8% ดีขึ้นจาก 39% ในปี 2566 เนื่องจากสัดส่วนการบันทึกรายได้จากเวียดนามซึ่งมีระดับ Gross Margin จะมีน้อยลงในปีนี้ และเราคาดกำไรสุทธิที่ 2,211 ล้านบาท (+17.6% YoY) บนสมมติฐานของการไม่มีการกำไรพิเศษจากการสินทรัพย์ใปนี 2567
  • คาดทิศทางผลประกอบการ 1Q67 มีโอกาสอ่อนตัวทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจาก 1Q66 มีระดับ Gross margin ที่สูงจากการบันทึกรายได้จากอมตะชลบุรีซึ่งในปีนี้จะเกิดขึ้นใน 2Q67
  • ในปีนี้คาดว่า AMATA จะสามารถยื่น Filling สำหรับการ Spin Off บริษัทลูกในกลุ่มสาธารณูปโภคได้ซึ่งการทำ IPO จะหนุนให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้นภาระหนี้สินลดลง โดยในปี 2567 AMATA ตั้งเป้างบลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาทเพื่อซื้อดินในพื้นที่ชลบุรีเพิ่มและพัฒนาสาธารณูปโภคบางส่วน
  • ความเสี่ยง : ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจฟื้นตัวช้างกว่าคาด ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และติดตามโอกาสและความเสี่ยงของการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำและราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น
  • เราให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ฐาน PER ที่ 15.2 เท่าซึ่งเท่ากับ PE เฉลี่ยในรอบ 6 ปีของ AMATA ได้ราคาเป้าหมาย 29.10 บาทต่อหุ้น คงคำแนะนำ ซื้อ โดย AMATA ประกาศเงินปันผล ที่ 40 บาท XD วันที่ 9 พ.ค. ผลตอบแทน 1.7%
13/03/2024 XPG บทสรุป
  • เรายังคงชอบหุ้น XPG และคงคำแนะนำ ซื้อ โดยเรายังคงมองบวกต่อการเติบโตของทุกธุรกิจ ทั้งส่วนของรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเติบโตจากส่วนธุรกิจสินเชื่อที่ยังเติบโตได้ รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการต่างๆ ที่คาดว่าจะโดดเด่นจากธุรกิจ Digital Asset ทั้งส่วนการเทรด Crypto และการทำ ICO ขณะที่ AMC ยังมีโอกาสการได้มูลหนี้เพิ่ม ส่วนค่าใช้จ่ายคาดจะควบคุมได้ดี คาดปี 2567 จะสามาถทำรายได้และกำไรสุทธิเป็น New High อย่างต่อเนื่องและหนึ่งในตัวแทนที่ได้ประโยชน์จากการกลับมาฟื้นตัวของ Crypto ในปีนี้
ปัจจัยกระตุ้น

ปัจจัยกระตุ้น#1 : คาดการเติบโตของผลประกอบการต่อเนื่องในทุกธุรกิจ เราประเมินการเติบโตของรายได้รวมในปี 2567 ที่ 48% เท่ากับ 901 ล้านบาทและเป็นรายได้ที่ทำฐาน new high ได้ โดยคาดว่าทุกธุรกิจหลักจะสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย (1) รายได้จากดอกเบี้ยคาดว่าจะเป็นสัดส่วน 67% หรือประมาณ 2/3 ของรายได้ทั้งหมดจะเติบโต 30% YoY จากแรงหนุนของธุรกิจการปล่อยสินเชื่อ 2) รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการคาดจะเติบโตเด่น 150% YoY และมีสัดส่วน 25% ของรายได้รวมทั้งหมด หนุนจากค่าธรรมเนียมของการ Trade ในกลุ่ม Digital Asset ที่เพิ่มขึ้นโดดเด่นในปีนี้ เป้าหมายการทำ ICO ในปีนี้ที่ประมาณ 3 ดีล และเป้าการประมูลหนี้เพิ่มประมาณ 1,500 - 2,000 ล้านบาทในกลุ่ม AMC เติบโต 50% YoY

ปัจจัยกระตุ้น#2 : แรงหนุนของธุรกิจ Digital Asset จาก BTC Halving ในปีนี้ การเติบโตหลักในปีนี้หนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจ Digital Asset จากปัจจัยราคา Crypto อย่างเช่น BTC ที่ทำ New high และการเกิด Halving ในปีนี้และ ETH ที่ฟื้นตัวเด่นในรอบหลายปี ทำให้ XPG ยอดการเทรดที่เติบโตเด่นนช่วงต้นปี โดยช่วงเดือน ก.พ. มียอด Trade ที่ 1,800 ล้านบาทเติบโต 280% MoM และคาดว่าจะยังมี volume ที่หนาแน่นต่อเนื่องในช่วง 1H67 นี้ ขณะที่ การออก ICO ในปีนี้คาดว่าจะทำให้ได้ 3 ดีล โดยช่วงที่เร็วที่สุดคือช่วงกลางปี 67 จะเป็นการออก ICO แบบ PP มูลค่าระดมทุนประมาณ 500 ล้านบาท และ ICO อีก 2 ดีลจะอยู่ในช่วงสิ้นปีมูลค่าประมาณ 2,000-2,500 ล้านบาท

ปัจจัยกระตุ้น#3 : ผลประกอบการคาดกำไรสุทธิทำ New High ด้วยการเติบโตของรายได้ที่โดดเด่น 48% YoY การควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นความพร้อมของบุคลลากรที่มีเพียงพอและฐานะการเงินแข็งแกร่ง ดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำ และส่วนแบ่งกำไรจาก KTX ที่คาดว่าจะเติบโต YoY คาดจะหนุนให้ XPG มีกำไรสุทธิในปี 2567 ที่ 178 ล้านบาท เติบโต 68%

ความเสี่ยงและความกังวล

  • ข้อกำหนด บทกฎหมาย ของ Digital Asset ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต โอกาสการตั้งสำรองหนี้หากเกิดการผิดนัดชำระหนี้
คำแนะนำ
  • เราประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2567 ที่ 2.30-3.10 ต่อหุ้น โดยใช้วิธี Valuation ด้วย PBV ที่ 2-2.8 เท่า โดยเรามองว่า XPG ยังคงเป็นตัวแทนที่ดีของการทำธุรกิจ S Curve บน Digital Asset และมีการเติบโตบนธุรกิจสินเชื่อและการลงทุนที่เป็นธุรกิจ traditional ที่ยังคงเป็น cash cow เราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ
12/03/2024 SECURE บทสรุป
  • เรายังคงชอบ SECURE เนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ 1x PE ปี 2567 ซึ่งอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรที่ 16.6% อยู่ที่ 107 ล้านบาทและเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประมาณการของเรามีโอกาสที่จะเห็น Upside ด้วยเช่นกัน คงคำแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 18 บาทต่อหุ้นอิง 17x PE ปี 2567
ปัจจัยกระตุ้น
  • ปัจจัยกระตุ้น#1: ผลประกอบการ 1Q67 มีโอกาสกลับมาเติบโต YoY เราคาดว่าจะเห็นการปรับตัวลดลง QoQ เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล แต่ YoY นั้นคาดว่ามีโอกาสที่จะเติบโตจากปีก่อนได้ จากที่ก่อนหน้านี้เรามองว่าน่าจะลดลงเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้วจาก Pent-up demand ภายหลังสถานการณ์ Chip shortage ที่ดีขึ้น แต่ด้วยความต้องการทางด้าน Cybersecurity ที่ยังคงดีอย่างต่อเนื่องทำให้ภาพรวมรายได้ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
  • ปัจจัยกระตุ้น#2: มีโอกาสเห็น Upside บนประมาณการปี 2567 ปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 92 ล้านบาทเติบโต 7% YoY ซึ่งถือว่าเป็นระดับ Record high ของบริษัท ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการเติบโตของรายได้ที่ 19.2% อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากความต้องการทางด้าน Cybersecurity ที่ยังคงดีต่อเนื่อง ในปี 2567 ผู้บริหารตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 15-20% YoY โดยผู้บริหารระบุว่าความต้องการของลูกค้ายังมีต่อเนื่องถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวจากปี 2566 ได้ที่ 19.6% โดยประมาณการรายได้ปี 2567 ของเรามองการเติบโตที่ 10% ถ้าบริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้จะมี Upside ต่อประมาณการกำไรที่ 4.5-9%
  • ปัจจัยกระตุ้น#3: การใช้จ่ายด้าน Cybersecurity ของไทยจะเร่งตัวขึ้นในปี 2567 อ้างอิงจากรายงานของบริษัท Group-IB (บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ด้าน Cybersecurity ชั้นนำของโลก) ในปี 2566/67 ประเทศไทยถือว่าอยู่ในลำดับที่ 3 ในเอเชียสำหรับการโดนโจมตีด้วย Ransomware หรือการโจมตีที่คล้ายการเรียกค่าไถ่ ทำให้เราเชื่อว่าประเด็นความกังวลเหล่านี้จะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้าน Cybersecurity ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับทาง Gartner ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐได้คาดการณ์ว่าการเม็ดเงินลงทุนในส่วนของ Cybersecurity ของบริษัทในประเทศไทยจะเติบโตที่ 12% ในปี 2567
ความเสี่ยงและความกังวล
  • การผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออัตรากำไรขั้นต้น ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว
  • ในส่วนของความกังวลเรื่องค่าขนส่งสินค้าจากประเด็นความขัดแย้งในทะเลแดง เรามองว่า ณ ปัจจุบันผลประทบค่อนข้างที่จะจำกัดเนื่องจากบริษัทนำเข้าสินค้าที่เป็น Hardware ทั้งหมดประมาณ 13-15% ของรายได้และส่วนใหญ่จะมาจากอเมริกา แต่เรายังคงต้องติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง
06/03/2024 HTC ก่อนไปคิดอะไร
  • จากผลประกอบการของปี 2566 ที่รายได้เติบโต 11% เท่ากับ 8 พันลบ. อัตราการทำไรขั้นต้นเติบโตสูงมาอยู่ที่ 42.2% เพิ่มจากปี 2564 ที่ 40.9% และกำไรสุทธิทำฐานใหม่ที่ 599 ล้านบาท เติบโตถึง 42% เราคาด HTC จะตั้งเป้าการเติบโตที่ต่อเนื่องในปี 2567 ด้วยปัจจัยหนุนของจำนวนนักท่องเที่ยวในภาคใต้ที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนการตลาดที่ยังครองที่ 1
หลังไปได้อะไร
  • HTC ตั้งเป้ารายได้ปี 2567 เติบโต 6-8% ซึ่งจะเป็นรายได้ที่เป็น new high โดยกลยุทธ์นอกจากการออกสินค้าในรสชาติใหม่แล้วจะเพิ่ม category ในส่วนของขนาดเพื่อสร้างความถี่ของการบริโภค รวมไปถึงการขยายช่องทางจัดจำหน่าย เช่น การมขยาการวาง cooler เพิ่ม 20-25% และเพิ่มจำนวน outlet 10% ไปอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นจุด
  • ในปีนี้ HTC วางแผนขึ้นโรงงานขวดแก้วแห่งใหม่ที่อำเภอพุนพิน โดยใชเงินลงทุน 800 ล้านบาท กำลังการผลิต 800 ขวดต่อนาที คาดจะเริ่มผลิตได้ในช่วง 4Q67 นี้ ซึ่งการ reuse ขวดแก้วจะทำให้อัตราการทำกำไรขั้นต้นดีขึ้น จากต้นทุนของบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยที่ลดลง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลเต็มปีในปี 2568 เป็นต้นไป โดยจะขยายการใช้ขวดแก้วในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วยเช่น น้ำดื่มและน้ำผลไม้

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรายังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อทิศทางการเติบโตของ HTC ในปี 2567 ต่อเนื่องไปในระยะยาว เรามองการเติบโตของรายได้ปีนี้ตามประมาณการเดิมที่ 5% เท่ากับ 16 พันลบ. โดยคาด HTC จะยังครองสัดส่วนการตลาดของเครื่องดื่มแบบ Sparkling Soft Drink Market ในปี 2567 ที่ +/-80% จากปี 2566 ที่ 79.3%
  • ในส่วนของอัตราการทำกำไรขั้นต้นในปี 2566 เป็นช่วงที่มีการปรับขึ้นราคาขายบางส่วนเพื่อชดเชยกับภาษีน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นทำให้ Gross margin ของปี 2566 เพิ่มขึ้น 130 bps สำหรับปี 2567 เราคาดว่าต้นทุนน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจะมีผลกระทบต่อ gross margin โดยรวมโดยเฉพาะในช่วง 9M67 โดย HTC จะปรับลดต้นทุนอื่นเพื่อชดเชยและจะใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นมาตรการท้ายๆ และเมื่อโรงแก้วใหม่เริ่มผลิตเราคาดว่าจะหนุน gross margin ให้ดีขึ้น โดยเราคาด gross margin เฉลี่ยปี 2567 ที่ 2% บนสมมติฐานของการไม่ขึ้นราคาขาย
  • เราคาดกำไรสุทธิของปี 2567 ที่ 686 ล้านบาท (+11%) ทำฐานสูงใหม่ โดยคาดว่าทิศทางผลประกอบการของ 1Q67 จะเติบโต QoQ และอ่อนตัวลงเล็กน้อย YoY แม้ยอดขาย 2M67 คาดว่าจะเติบโตได้ 2 หลักแต่ฐานของ มี.ค. 2566 เป็นช่วงที่ยอดขายสูงก่อนการปรับราคาขาย ดังนั้นคาดว่าจะทำให้ภาพรวมของรายได้ของ 1Q67 อ่อนตัว YoY
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การควบคุมต้นทุนทั้งวัตดุดิบและการขนส่ง สภาพภูมิอากาศที่อาจจะผลต่ออุปสงค์ สภาพรวมเศรษฐกิจและการฟื้นตัวในปี 2567 สภาวะการแข่งขัน
  • HTC ให้ความสำคัญกับ ESG และ Sustainability โดยเริ่มใช้ขวด PET แบบ 100% recycle ใน Coca Cola ขวด 1 ลิตรและขึ้นโรงแก้วใหม่เพื่อปรับเพิ่มการใช้ชวดแก้วของบริษัทที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 3% ไปสู่ 10% ในปี 2572
  • คงคำแนะนำ ซื้อ HTC มีราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 23.50 บาท/หุ้น อิงจาก PER ที่ 13.75 เท่า (+0.5SD) ปันผล 2H67 ประกาศที่ 56 บาท XD วันที่ 2 พ.ค. ผลตอบแทน 4.6%
01/03/2024 ONEE ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบแนวโน้มผลประกอบการ 1Q67 และ 2567 และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆภายหลังจากที่บริษัทมีการประกาศเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่
หลังไปได้อะไร
  • ONEE ได้มีการจัดประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ โดยทางผู้บริหารชี้แจงว่าการขายหุ้นของแพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถไม่ได้กระทบในด้านการบริหารเนื่องจากทางแพทย์หญิงไม่ได้มีตำแหน่งด้านการบริหารใดๆในบริษัทอยู่แล้ว
  • ในส่วนของความร่วมมือทางธุรกิจกับคุณพิธาน องค์โฆษิต (ผู้ถือหุ้นใหญ่ท่านใหม่ที่ซื้อหุ้นต่อจากแพทย์หญิง) ยังคงไม่มีความชัดเจนเนื่องจากยังไม่ได้มีการคุยกันในรายละเอียด และธุรกรรมนั้นเพิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยทางคุณพิธานจะมีการส่งคนมาอยู่ใน Board หรือไม่นั้น ทางผู้บริหารเองก็ตอบว่ายังไม่มีความชัดเจนเช่นกัน
  • บริษัทมีการตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2567 จะเติบโตที่ 5-7% โดยในส่วนของรายได้ธุรกิจ Artist management และ event (25.5% ของรายได้รวม) จะเติบโตที่ 10% สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 38% จาก 2% ในปี 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากสัดส่วนรายได้ธุรกิจ Artist management ที่จะมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและธุรกิจนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของบริษัท และอัตรากำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 8% ใกล้เคียงกับปี 2566 ที่ 7.9%
  • แนวโน้มผลประกอบการ 1Q67 คาดว่าจะเห็นการอ่อนตัวลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลแต่ YoY คาดว่าจะฟื้นตัวได้แข็งแกร่งจากฐานที่ต่ำในปี 2566
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ONEE รายงานกำไรปี 2566 ที่ 505 ล้านบาท ลดลง6% YoY แต่ก็ดีกว่าภาพรวมทั้งปีที่เราคาดไว้ที่ 475 ล้านบาทจากรายได้ที่เติบโตกว่าคาดและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาดทำให้เรามีการปรับกำไรปี 2567 ขึ้น 5.4% อยู่ที่ 593 ล้านบาท เติบโต 17.5% YoY
  • คงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยเรามีการปรับราคาเป้าหมายขึ้นอยู่ที่ 0 บาทต่อหุ้น (จาก 5.2 บาท) โดยอิง 24x PE (จาก 21.8x) ปี 2567 -0.5SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง เรายังคงชอบ ONEE เนื่องจากผลประกอบการกลับมาสู่โหมดของการฟื้นตัวอีกครั้งและการประกาศปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ทำให้ความเสี่ยงจากการขายหุ้น Big lot ของผู้ถือหุ้นใหญ่ท่านเดิมลดลงซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันราคาหุ้นในอดีตที่ผ่านมา
  • ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะมีการปรับตัวขึ้นมา 27.6% YTD แต่ปัจจุบันซื้อขายที่ 18.9x PE ปี 2567 ซึ่งอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
  • ความเสี่ยงคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อ่อนแอซึ่งจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาในภาพรวมมีการปรับตัวลดลง
29/02/2024 KLINIQ ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 ทำสถิติกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 78 ลบ. เติบโต 10%QoQ ตามผลฤดูกาล และเติบโต 28%YoY ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากยอดขายรวมที่เติบโต 31%YoY หลังการเพิ่มบริการใหม่ๆ ทำให้ยอดขายสาขาเดิมโตเด่น 9%YoY อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น 15 แห่งจาก 4Q65 ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็น 53.0% จาก 56.0% ใน 4Q65 เพราะมีสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ศัลยกรรมและ L.A.B.X ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่า The Klinique แต่ยังถูกชดเชยด้วย SG&A/Sales ซึ่งอยู่ที่ 40.7% ลดลงจาก 41.1% ใน 4Q65 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีสาขามากขึ้น หนุนให้ปี 2566 KLINIQ มีกำไรสุทธิ 289 ลบ. เติบโต 40.5%YoY ตรงกับที่เราคาดการณ์ไว้ที่ 290 ลบ.
หลังไปได้อะไร
  • KLINIQ ตั้งเป้ารายได้ปี 2567 ที่ 3 พันลบ. เติบโตราว 30%YoY ปัจจัยขับเคลื่อนจะมาจาก 1) การขยายสาขาเชิงรุกปีนี้ 15 แห่ง (จากเดิมที่ขยายสาขาปีละ 10 แห่ง) เพื่อจะได้ครอบคลุมลูกค้าทุกเพศทุกวัย โดยจะเน้นขยายสาขาไปหัวเมืองรองที่มีกำลังซื้อดี ภายใต้แบรนด์ทั้ง The Klinique และ A.B.X ซึ่งล่าสุดเปิดที่เซ็นทรัลนครสวรรค์ โดยคาดสิ้นปี 2567 จะมีสาขารวม 70 แห่ง เพิ่มจาก 55 แห่งในปี 2566 และมีสาขาครบ 100 แห่งภายในปี 2570 และ 2) ยอดขายสาขาเดิมคาดโต 10%YoY จากความต้องการดูแลตัวเองของลูกค้าเดิมที่เพิ่มขึ้น การหาลูกค้าใหม่ทั้งไทยและต่างชาติ (อาทิ จีน และ CLMV) รวมทั้งเพิ่มบริการใหม่ๆ ทั้งนี้ตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ราว 500 ลบ. ซึ่งแหล่งเงินทุนหลักจะมาจาก CFO ที่ทำได้ปีละ 400 ลบ.และเงิน IPO ที่เหลืออยู่อีกราว 1 พันลบ.
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • เรายังคงมุมมองบวกต่อ KLINIQ โดยปี 2567 คาดมีกำไรสุทธิ 360 ลบ. เติบโตต่อเนื่องอีก 24.6%YoY ตามประมาณการเดิม ปัจจัยหนุนจากความต้องการดูแลตัวเองของลูกค้าที่มีมากขึ้น การมีบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ได้เพิ่มขึ้น และการรับรู้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากขยายสาขาเชิงรุก อีกทั้งผลการดำเนินงานของศูนย์ศัลยกรรมคาดจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลังมีกระแสตอบรับที่ดีจนทำให้ 4Q66 พลิกมีกำไรแล้ว 1-2 ลบ. ขณะที่ 1Q67 คาดจะยังเดินหน้าสร้างสถิติกำไรสูงสุดต่อเนื่อง
  • KLINIQ เป็นหนึ่งในผู้นำคลินิกเวชกรรมด้านผิวหนังความงามของไทย ซึ่งคาดกำไรจะเติบโตได้ดีในระยะยาว หลังผู้บริโภคดูแลสุขภาพและภาพลักษณ์มากขึ้นในทุกเพศทุกวัย อีกทั้งทั่วโลกเข้าสู่สังคมสูงวัยและไทยมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทำให้อุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตทั้งตลาดลูกค้าไทยและต่างชาติ นอกจากนี้การมีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงบนซึ่งเน้นมาตรฐานให้บริการเป็นสำคัญ ยังทำให้มีศักยภาพเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ทั้งนี้เราประเมินราคาเป้าหมายปี 2567 ด้วยวิธี DCF (อิง WACC ที่ 7.9% และการเติบโตระยะยาวที่ 3%) อยู่ที่หุ้นละ 49 บาท และมีเงินปันผลจ่ายจากกำไร 2H66 หุ้นละ 0.75 บาท (10 เม.ย.) คิดเป็น Yield 1.8% ซึ่งหากรวมกับเงินปันผลที่จ่ายระหว่างกาลไปแล้วหุ้นละ 0.55 บาท จะมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2566 รวมหุ้นละ 1.30 บาท คิดเป็น Div. Yield ปีละ 3.1%
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ มีภาวะการแข่งขันในธุรกิจมีสูง, พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีการรักษาดูแลความงามเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ความปลอดภัยและการรักษาข้อมูลการรักษาของผู้มาใช้บริการ (S) รวมทั้งมีผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นของบริษัทเกิน 50% (G)
29/02/2024 NER ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 NER มีกำไรสุทธิ 462 ลบ. เติบโต 47.9%QoQ จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 4%QoQ หลังมีปริมาณขายยาง 1.27 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 13.5%QoQ (มีเลื่อนส่งมอบยางจากจีนมาจาก 3Q66) และราคาขายเฉลี่ยที่ 51.78 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 3.4%QoQ อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 11.3% จาก 10.9% ใน 3Q66 หลังมีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเพิ่มเป็น 35% จาก 28% ใน 3Q66 ส่วนกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 25.5%YoY เกิดจากคุมค่าใช้จ่ายได้ดี จึงทำให้ปี 2566 NER มีกำไรสุทธิ 1,546 ลบ. หดตัว 11.6%YoY แต่หากไม่รวมรายการพิเศษ มีกำไรปกติ 1,582 ลบ. หดตัว 14.3%YoY ใกล้เคียงเราคาดที่ 1,532 ลบ. ทั้งนี้บริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2566 หุ้นละ 0.29 บาท (XD 22 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield 4.9%
หลังไปได้อะไร
  • NER ตั้งเป้าปี 2567 มียอดขายเพิ่มขึ้น 5-10%YoY ปัจจัยหนุนจากคาดมีปริมาณขายยางพารา 5.1 แสนตัน เพิ่มขึ้นจาก 4.97 แสนตันในปี 2566 (+2.6%YoY) จากความต้องการยางรถยนต์ โดยเฉพาะรถ EV ในจีนที่ดีต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทมีแผนขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั้งในไทย จีน สิงคโปร์ และอินเดีย ส่วนราคาขายยางเฉลี่ยคาดปรับขึ้น YoY โดย 1H67 มีโอกาสราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 บาทต่อกก. จากปกติเข้าสู่พีคราคายางในปลาย Q1-ต้น Q2 ขณะที่ 2H67 เป็นไปได้ที่ราคายางจะปรับลงซึ่งยังต้องติดตาม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดจะดีขึ้นจากปี 2566 หลังราคาขายยางสูงขึ้น
  • บริษัทมีแผนเพิ่มกำลังผลิตจากปัจจุบัน 156 แสนตัน เป็น 8.18 แสนตัน โดยปีนี้จะกลับมาเตรียมก่อสร้างโรงงานยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 มีกำลังการผลิต 302,400 ตัน ซึ่งเฟสแรกจะมีกำลังผลิต 1.728 แสนตัน ซึ่งคาดจะสร้างเสร็จปลายปี 2567 และเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2568 ส่วนเฟสสอง (เพิ่มเครื่องจักร) มีกำลังการผลิต 1.296 แสนตัน ซึ่งคาดจะสร้างเสร็จได้ในปี 2569 ทั้งนี้ตั้งงบลงทุนสำหรับขยายกำลังผลิตไว้ราว 1,485 ลบ. แหล่งเงินทุนจะมาจากเงินสดในกิจการ
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ตั้งแต่ต้นปีราคายางแท่งและยางแผ่นรมควันของไทยปรับขึ้น 13%YTD และ 25%YTD ซึ่งนอกจากเกิดจากผลฤดูกาลที่เข้าสู่ช่วงปิดกรีดยางแล้ว ตลาดยังกังวลภาวะเอลนีโญจะกระทบอุปทานยางตึงตัว ซึ่งการปรับขึ้นของราคายางดังกล่าวแรงเกินคาด ทำให้มอง 1H67 NER จะมีกำไรเติบโต YoY (ภายใต้ปริมาณขายยางที่ทรงตัว) เพื่อสะท้อนปัจจัยบวกดังกล่าว เราจึงปรับเพิ่มประมาณการ โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2567 NER มีกำไรปกติ 1,754 ลบ. เพิ่มขึ้น 13.5%YoY
  • ราคาหุ้น NER ปรับขึ้น 19%YTD ซึ่งมองสะท้อนความคาดหวังผลการดำเนินงาน 1H67 ที่จะเติบโตดี YoY ตามราคาขายยางที่ปรับขึ้นไปพอสมควรแล้ว ขณะที่มีความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ 1) ปกติอุปทานยางจะเพิ่มเข้ามาในฤดูกรีดยางในไตรมาส 2 (ตั้งแต่ พ.ค.) ซึ่งจะกดดันให้ราคายางเริ่มพลิกติดลบตั้งแต่ เม.ย. และ 2) อุปสงค์ยางรถยนต์ในตลาดโลก ซึ่งปีนี้ตลาดคาดยอดขายรถยนต์ทั่วโลกจะเติบโตชะลอตัวราว 2-3% จากเศรษฐกิจที่ซบเซา อีกทั้งเมื่อเราประเมินราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 อยู่ที่หุ้นละ 5.70 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 5 ปีที่ 6.0 เท่าเช่นเดิม) พบว่าไม่มี Upside จูงใจ ดังนั้นนักลงทุนระยะสั้นจึงแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยแนะนำ "หาจังหวะขายทำกำไรไปก่อน" ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรง ทั้งนี้ทางเทคนิคมีแนวต้านกรอบบนที่ 6.00 และ 6.50 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของราคายางพารา, การถดถอยของเศรษฐกิจโลกและจีน, ภาวะภัยแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญอาจกระทบผลผลิต, การแข็งค่าของเงินบาท ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การแปรรูปยางอาจก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศและเกิดน้ำเสียได้ อย่างไรก็ดี บริษัทบริหารจัดการกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีการติดตามผลต่อเนื่อง
27/02/2024 TPAC ก่อนไปคิดอะไร
  • TPAC ประกาศกำไรสุทธิที่ 94 ล้านบาท ใน 4Q66 ปรับตัวลดลง 6% QoQ และ 12.0% YoY เนื่องจากการชะอลตัวของผลการดำเนินงานในประเทศอินเดีย เนื่องจากฤดูฝนที่ยาวนานผิดปกติ ขณะที่ปริมาณขายในไทยก็ลดลงเล็กน้อย 3% QoQ จากฐานผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างสูงใน 3Q66 นอกจากนี้มีการชะลอตัวลงของคำสั่งซื้อในประเทศมาเลเซียจากสินค้าคงเหลือที่อยู่ระดับสูง หลังผ่านเทศกาลในช่วง 3Q66 สำหรับประเทศไทย (30% ของ EBIT) มีกำไรจากการดำเนินงานการชะลอตัวลง 11.4% QoQ ทั้งนี้ TPAC มีการปรับเปลี่ยนการรับรู้รายการค่าขนส่ง (Freight expense) จากเดิมที่หักออกจากรายได้ ปรับเปลี่ยนมาเป็นอยู่ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling expense) ทำให้ 4Q66 นั้นเราเห็น SG&A expense ปรับตัวสูงขึ้น 19.3% QoQ และ SG&A/sale ขึ้นมาอยู่ที่ 12.3% ใน 4Q66 จาก 10.4% ใน 3Q66
  • ทางด้าน Gross margin โดยรวมมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย เป็น 4% ใน 4Q66 จาก 22.5% ใน 3Q66 โดยรวมเกิดจากการชะลอตัวลงของปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์เกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจในประเทศอินเดียที่ได้รับผลกระทบจากฤดูฝนที่นานผิดปกติ ยกเว้นธุรกิจในประเทศสหรัฐอำหรับเอมิเรตส์ที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี แต่ขนาดยังค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับธุรกิจในประเทศอินเดีย
หลังไปได้อะไร
  • แนวโน้มผลการดำเนินงานใน 1Q67 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ หลังผู้บริหารเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์โดยรวม โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย (45% ของรายได้รวม) ที่ผ่านช่วงฤดูฝนไปแล้ว รวมถึงการเริ่มเดินเครื่องจักรใหม่ที่นำเข้าจากทวีปยุโรป ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง 2 เครื่อง ตั้งแต่เดือนธันวาคม 66 ที่ผ่านมา จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดีมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าโครงการใหม่ จากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ทยอยเข้ามาอยู่ในแผนการผลิตของปี 67
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ในระยะกลางถึงยาว เรายังมองว่า TPAC เป็นอีกหนึ่งหุ้น Small cap น่าจับตาจากการที่เป็นทั้ง Growth stock และ Valuation ที่ยังไม่แพงมาก แม้ว่า 4Q66 จะมีผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวไปบ้าง แต่คาดว่าเป็นระยะสั้น ขณะที่ระยะกลางถึงยาว ยังมองเห็นการเติบโตจากการขยายการผลิตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ที่ยังเป็น Key growth driver หลัก เนื่องจาก TPAC เป็นผู้ผลิต Rigid PET packaging (ไม่รวมขวดน้ำกับน้ำอัดลม) ส่วนแบ่งตลาดอันดับต้นๆ ในอินเดีย และแนวโน้มตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง 10.7% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า จาก GDP growth ที่สูงประมาณ 6-7% ต่อปี ขณะที่คาดการณ์การใช้พลาสติกของอินเดียจะเพิ่มขึ้น 5.5 เท่า ภายในปี 2060 เมื่อเทียบกับปี 2019 ทั้งนี้ประเทศอินเดียมีจำนวนประชากรที่มากที่สุดในโลก ที่ 1,425.7 ล้านคน ณ เม.ย. 66 แซงหน้าจีนที่อยู่ 1,422.9 ล้านคน รวมถึงก็ยังอยู่ระหว่างพิจารณา M&A ใหม่ๆ โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย โดยเรายังมอง Upside จากต้นทุนพลังงานที่คิดเป็น 5-6% ของต้นทุนรวม ค่าไฟฟ้าที่ลดลงตามนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้ยังอยู่หว่างพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้ระบบ Automation มากขึ้น ช่วยลดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงได้ระดับหนึ่ง
  • เรามีการปรับลดประมาณการปี 2567 ลดลง 10% โดยการคาดเการณ์เชิงอนุรักษ์นิยม เราได้ปรับเพิ่มสมมติฐาน SG&A/sale เพิ่มขึ้นเป็น 11% จากเดิม 9.9% สะท้อนภาพการปรับเพิ่มขึ้นของ SG&A/sale ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเปลี่ยนนโยบายทางบัญชี ขณะที่ยังคงคาดการณ์ว่ารายได้จะยังเติบโต 7% YoY และ Gross margin อยู่ที่ระดับ 21.5% ในปี 2567 เท่ากับปี 2566
  • สำหรับคำแนะนำ ราคาหุ้น TPAC ปรับตัวสูงขึ้น 33% จากจุดต่ำสุดในช่วงเดือนกันยายน 66 และปรับตัวสูงขึ้น 7.2% YTD ซึ่ง Outperform SET ค่อนข้างมาก เราจึงแนะนำนักลงทุนระยะสั้นขายทำกำไรบางส่วน รอการย่อตัวค่อนเข้าไปสะสมเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยหลังปรับประมาณการกำไรลง TPAC ซื้อขายที่ระดับ PE 2567F เพียง 12.8X ซึ่งต่ำค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (อาทิ PJW และ EPG ที่มี 2023 PE ประมาณ 15X และ 16X ตามลำดับ) โดยเราให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 21.4 บาทต่อหุ้น อิงฐาน PER ที่ 14 เท่า หรือ -0.5 SD ของ PE mean ในรอบ 5 ปี
  • ความเสี่ยง หากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงมากขึ้นอาจจะกระทบต่อกำลังซื้อผลิตภัณฑ์ แต่เชื่อว่าผลกระทบจะจำกัด เนื่องจากบริษัทมุ่งเน้นผลิตสินค้าเกี่ยวเนื่องกับอาหาร ยา และเวชภัณฑ์ที่เป็นสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และ Free float ที่ต่ำ ~21% จึงมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่น้อย ความเสี่ยงด้าน ESG คือ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน มีคุณภาพ (S) เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง จึงต้องมีการควบคุมการผลิต และการขนส่งอย่างมาก
27/02/2024 AU ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 AU มีกำไรสุทธิ 47 ลบ. แย่กว่าที่คาดเราราว 6% โดยเติบโต 30%YoY แต่หดตัว 12%QoQ สาเหตุหลักจากยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 20%YoY ต่ำกว่าคาด โดยแม้รับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่ม 10 สาขา จาก 4Q65 และ 2 สาขา จาก 3Q66 แต่ยอดขายสาขาเดิมโตเพียง 5%YoY และหดตัว 8%QoQ จากเหตุกราดยิงที่พารากอนกระทบต่อกลุ่มลูกค้านั่งทานที่ร้านในสาขาที่มีทำเลอยู่ในห้าง ส่วนศักยภาพทำกำไรแย่กว่าคาด โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 64.9% ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 0% ใน 4Q65 และแย่กว่า 66.0% ใน 3Q66 หลัง เกิดผลประหยัดต่อขนาดลดลงจากยอดขายสาขาเดิมเติบโตแย่กว่าคาด ทำให้ปี 2566 AU มีกำไรสุทธิ 178 ลบ. โดยแม้จะเติบโตโดดเด่น 50.4%YoY แต่แย่กว่าที่เราคาดไว้ที่ 190 ลบ.
หลังไปได้อะไร
  • AU ตั้งเป้าปี 2567 มียอดขายรวมเติบโต 10-15%YoY แรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม และการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ โดยปีนี้มีแผนขยายสาขาร้าน After You 10-12 สาขาในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและย่านชุมชนที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น, ขยายแฟรนไชส์ After You ในเมืองพนมเปญ กัมพูชา 1 แห่งใน 3Q67 (จากเดิมมีแค่ในฮ่องกง และยังอยู่ระหว่างศึกษาแผนเปิดแฟรนไชส์ในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว) และขยายสาขาร้าน Luggaw 5-7 แห่งซึ่งเป็นพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าที่ กทม. (สิ้นปี 2566 มี 9 แห่ง) อีกทั้งยังมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อวางขายในร้านสะดวกซื้อและช่องทางค้าปลีกอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการเติบโต
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • 1Q67 คาดกำไรจะเติบโตดี YoY ปัจจัยหนุนจากยอดขายสาขาเดิมที่คาดเติบโตสดใส หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยมากขึ้นและได้อานิสงส์จากเป็นร้านค้าที่ร่วมรายการ Easy E-Receipt อีกทั้งยังจะรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่เปิดต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ด้วยค่าใช้จ่ายรวมปีนี้ที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาดการณ์เดิม เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานประจำสาขาและค่าเช่าพื้นที่ร้านขนมหวาน เพื่อยึดหลักระมัดระวัง เราจึงปรับลดประมาณการกำไร โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2567 AU จะมีกำไรสุทธิ 214 ลบ. ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 20%YoY
  • ราคาหุ้น AU ปรับลง 4.4%YTD ซึ่งมองสะท้อนกำไร 4Q66 ที่ออกมาแย่กว่าตลาดคาดไปแล้ว ขณะที่โมเมนตัมกำไรของ AU ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดย 1Q-4Q67 คาดกำไรจะเติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 ที่หุ้นละ 11 บาท อิงวิธี DCF (WACC ที่ 7.2% และอัตราเติบโตระยะยาวที่ 2.5%) ยังมี Upside 25% และบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2566 หุ้นละ 21 บาท คิดเป็น Div. Yield 2.4% (XD 7 พ.ค.)
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การขยายสาขาและแฟรนไชส์ต่ำกว่าคาด, ธุรกิจร้านขนมหวานและร้านกาแฟแข่งขันสูง, ความเสื่อมนิยมในตัวสินค้า และ/หรือ กระแสดูแลสุขภาพที่มีมากขึ้น, ส่วนราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นคาดกระทบจำกัด หลังมีต้นทุนน้ำตาลคิดเป็นราว 1% ของต้นทุนผลิต ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม (E) และการจัดการด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อลูกค้า (S)
23/02/2024 NYT ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 NYT มีกำไรสุทธิ 161 ลบ. ดีเกินคาด โดยเติบโต 75%YoY แรงหนุนจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 8%YoY เนื่องจาก 1) รายได้ให้บริการท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้น 8%YoY หลังตลาดส่งออกรถยนต์ไทยฟื้นตัวดีขึ้นและมีลูกค้ามาใช้พื้นที่ลานพักสินค้าเพิ่มขึ้นตามปริมาณรถนำเข้า-ส่งออกที่เพิ่มขึ้น และ 2) รายได้จากการให้เช่าคลังสินค้าเพิ่มขึ้น 35%YoY หลังมีพื้นที่เช่าใหม่ที่บ่อวิน 3.4 หมื่นตร.ม. อีกทั้งยังพลิกรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบ.ร่วม (ท่าเรือ C0 ถือ 49%) ราว 45 ลบ. จากขาดทุน 3 ลบ. ใน 4Q65 หลังลูกค้าเริ่มกลับมาส่งสินค้าโครงสร้างขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 46.6% จาก 39.9% ใน 4Q65 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดตามปริมาณรถยนต์ผ่านท่าที่เพิ่มขึ้น หนุนให้ทั้งปี 2566 NYT มีกำไรสุทธิ 501 ลบ. เติบโตก้าวกระโดด 99.5%YoY ดีกว่าที่เราคาดไว้ 15%
หลังไปได้อะไร
  • NYT มองปี 2567 ผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง แรงหนุนหลักจากรายได้คลังสินค้าที่คาดเติบโตดีราว 15-20%YoY หลังพื้นที่เช่าเดิม 7 แสนตร.ม. มีอัตราใช้พื้นที่คลังสินค้าเกือบเต็ม 100% ขณะที่พื้นที่เช่าใหม่ที่บ่อวิน 3.4 หมื่นตร.ม. ปัจจุบันมีอัตราเช่าเพิ่มขึ้นเป็น 77% จาก 25% ใน 3Q66 และคาดจะเพิ่มขึ้นได้อีกตามการเติบโตในแถบ EEC ส่วนรายได้จากให้บริการท่าเทียบเรือคาดยังเติบโตได้เล็กน้อยในเลขหลักเดียว YoY โดยเฉพาะจากรถยนต์ EV หลังคาดไทยมีการส่งออกรถ EV เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีการเริ่มผลิตปีนี้ และยังมีการนำเข้ารถ EV เข้ามาขายในประเทศ
  • ด้านธุรกิจเรือซีฮอร์สเฟอร์รี่อยู่ระหว่างพิจารณาแผนหยุดดำเนินงาน หลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง โดยปี 2566 NYT รับรู้ผลขาดทุนจากเรือ (ถือหุ้น 50%) ราว 64 ลบ. (1Q-2Q66 ขาดทุนไตรมาสละ 15 ลบ., 3Q66 ขาดทุน 11 ลบ. และ 4Q66 รับรู้ขาดทุน 23 ลบ.) สูงกว่าปี 2565 ที่รับรู้ผลขาดทุน 44 ลบ. โดยปี 2566 ตั้งขาดทุนจากด้อยค่าของเงินลงทุนไปแล้ว 76.5 ลบ. ในงบเดี่ยว
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • เนื่องจากรายได้จากการให้เช่าคลังสินค้ามีแนวโน้มเติบโตดี หลังปัจจุบันพื้นที่ให้บริการใหม่ที่บ่อวินมีอัตราเช่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด อีกทั้งบริษัทคุมค่าใช้จ่ายได้ดีและเกิดผลประหยัดต่อขนาดมากกว่าคาด เพื่อสะท้อนปัจจัยบวกดังกล่าว เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไร โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2567 III จะมีกำไรปกติ 526 ลบ. เติบโต 5%YoY โดย 1H67 คาดกำไรจะยังเติบโตเด่น YoY จากรับรู้รายได้ให้เช่าคลังสินค้าใหม่ได้อย่างเต็มที่ หลังเพิ่งทยอยเริ่มเปิดให้บริการในช่วง 1Q66
  • NYT เป็นผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อส่งออกและนำเข้ารถยนต์ของไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% จากการให้บริการท่าเทียบเรือ A5 และ C0 ทั้งนี้เรามอง NYT มีจุดเด่น 1) ผลดำเนินงานได้อานิสงส์บวกโดยตรง จากการเติบโตในตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยและตลาดนำเข้ารถยนต์ EV และ 2) เป็น Dividend Stock โดยมีฐานะการเงิน (IBD/E ต่ำที่ 0.19x) และเงินสดแข็งแกร่ง (CFO ปีละ 1 พันลบ.) สามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตราสูง โดยล่าสุดประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไร 2566 หุ้นละ 0.36 บาท คิดเป็น Yield สูงปีละ 8.1% (XD 26 เม.ย.) ขณะที่เราประเมินราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 ที่หุ้นละ 5.50 บาท (อิง PER -1SD ที่ 13x เช่นเดิม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของ NYT เพื่อสะท้อนกำไรที่โตลดลงจากในอดีต) กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อ"
  • ความเสี่ยงสำคัญ : ปัญหาขาดแคลนชิปส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน, ศก. คู่ค้าชะลอ, ธุรกิจเรือซีฮอร์สเฟอร์รี่ยังประสบผลขาดทุนและมีความเสี่ยง write-off, สัญญาสัมปทานท่าเรือ A5 (รายได้หลัก 80%) จะหมดอายุ 30 เม.ย. 69 ซึ่งต้องประมูลใหม่กับ กทท. (คาดยังมีโอกาสชนะประมูลจากประสบการณ์บริหารจัดการท่าเรือที่มีกว่า 30 ปี) ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การจัดการด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย (S)
22/02/2024 III ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 III มีกำไรสุทธิ 393 ลบ. แต่หากไม่รวมรายการพิเศษสุทธิราว 313 ลบ. ซึ่งหลักๆ เกิดจากรับรู้ผลกำไรจากลดสัดส่วนถือหุ้นใน ANI หลังเสนอขาย IPO ไป จะมีกำไรปกติ 80 ลบ. หดตัว 53%YoY ซึ่งมีสาเหตุจากรายได้รวมที่ลดลง 6%YoY จากมีปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทำให้ไม่ได้รับรู้รายได้ของ TAC หลังขายให้แก่ ANI ปลายปีก่อน อีกทั้งค่าระวางยังลดลง ทำให้รายได้จาก Air freight (-18%YoY), Chemical (-5%YoY), Logistics (-38%YoY) ส่วน Sea freight (+11%YoY) ดีขึ้นจากฐานต่ำ นอกจากนี้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY หลังทุกธุรกิจมีมาร์จิ้นลดลง ส่งผลให้ปี 2566 III มีกำไรปกติ 551 ลบ. ทรงตัว YoY แย่กว่าที่เราคาด แต่หากรวมรายการพิเศษจะมีกำไรสุทธิ 866 ลบ. เติบโต 8.9%YoY
หลังไปได้อะไร
  • ผู้บริหาร III ตั้งเป้าการเติบโตปี 2567 ไว้ที่ราว 15%YoY แรงหนุนทั้งจาก Organic และ Inorganic โดยในส่วน Organic (4 ธุรกิจหลักเดิม) คาดค่าระวางขนส่งทางเรือและทางอากาศผ่านจุดต่ำสุดแล้วและจะปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งบ. ร่วมทุน ANI เตรียมขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น และจะเริ่มให้บริการด้าน Freighter Service ด้วยเครื่องบินขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ และมีเส้นทางบินของตัวเอง ส่วน Inorganic จะยังหาโอกาสขยายการลงทุนด้านโลจิสติกส์ทั้งในรูปของ JV และ M&A ซึ่งในปีนี้คาดจะได้ข้อสรุป 3-4 ดีล โดยแหล่งเงินทุนจะมาจาก CFO และกู้ยืม ซึ่งบริษัทมีศักยภาพกู้ยืมสูงเพราะยังมี Interest Bearing Debt/Equity ต่ำ 0.1 เท่า
  • สำหรับธุรกิจให้บริการภาคพื้นดินในสนามบิน (AOTGA) คาดผลการดำเนินงานยังดีต่อเนื่องหลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว และกำลังหาโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ ส่วนการประมูลงานให้บริการภาคพื้นดิน (สำหรับบุคคลที่ 3) ที่สนามบินสุวรรณภูมิคาดได้ข้อสรุปในปีนี้
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • แม้มองปริมาณขนส่งและค่าระวางจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวของค่าระวางขนส่งทั้งทางอากาศและทางทะเลที่ยังล่าช้ากว่าคาดมาก ทำให้คาดจะกดดันศักยภาพการทำกำไรของทั้งธุรกิจหลักและส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมฯ ให้ยังมีแนวโน้มอ่อนแอ ดังนั้นเพื่อยึดหลักระมัดระวัง เราจึงปรับลดประมาณการกำไร โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2567 III จะมีกำไรปกติ 575 ลบ. เติบโต 4.4%YoY (แต่กำไรสุทธิจะลดลง 33.6%YoY จากปี 2566 มีรายการพิเศษสุทธิ 315 ลบ.)
  • แม้ล่าสุดบริษัทจะประกาศจ่ายปันผลจากกำไร 2H66 หุ้นละ 18 บาท คิดเป็น Div. Yield 1.9% (XD 30 เม.ย.) และเราประเมินราคาเป้าหมายใหม่ปี 2567 อยู่ที่หุ้นละ 10.70 บาท (อิง PER -1SD ที่ 15x จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี) มี Upside 13% แต่มองช่วงสั้นราคาหุ้นยังขาดปัจจัยกระตุ้น เนื่องจากแนวโน้มกำไรปี 2567 ไม่ได้เติบโตเด่น และมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามจาก ศก. โลกถดถอย กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ "Neutral" เพื่อรับปันผลและรอปัจจัยหนุนใหม่ๆ โดยคาดให้ Div. Yield ปีละ 4%
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, ความผันผวนของค่าระวาง, ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม (E) และการจัดการด้านความปลอดภัย (S)
21/02/2024 WICE ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 WICE มีกำไรสุทธิ 18 ลบ. หดตัวหนัก 81%YoY ซึ่งเกิดจาก 1) รายได้รวมลดลง 33%YoY โดยแม้มีการเติบโตของรายได้ธุรกิจ Supply Chain Solutions (+46%YoY) หลังเปิดพื้นที่คลังสินค้าเพิ่ม 3 หมื่นตร.ม. แต่ถูถหักล้างด้วยการลดลงของรายได้ธุรกิจ Sea freight (-44%YoY), ธุรกิจ Air freight (-46%YoY) และธุรกิจขนส่งบกข้ามแดน CBS (-20%YoY) หลังมีปริมาณและค่าขนส่งที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และ 2) อัตรากำไรข้นต้นลดลง YoY และ SG&A/Sales เพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากเกิดผลประหยัดต่อขนาดลดลงตามรายได้ที่ลดลง หนุนให้ทั้งปี 2566 WICE มีกำไรสุทธิ 170 ลบ. หดตัว 69%YoY ตรงตามที่เราคาดการณ์
หลังไปได้อะไร
  • ผู้บริหาร WICE ตั้งเป้าการเติบโตปี 2567 จะไม่ต่ำกว่า 20%YoY หลังคาดค่าระวางขนส่งทางเรือและทางอากาศผ่านจุดต่ำสุดแล้วและจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลคาดจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีนมีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึง China Relocation ตามการย้ายฐานการผลิตสู่ไทย ขณะที่ธุรกิจ Air Freight จะมีการขยายตลาดสู่เวียดนามและฟิลิปปินส์ และธุรกิจ Supply Chain Solutions มีแผนเปิดพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มอีก 2-3 หมื่นตร.ม. อีกทั้งธุรกิจ CBS เตรียมขยายเครือข่ายสู่ธุรกิจขนส่งสินค้า แบบควบคุมอุณหภูมิ อาทิ ผลไม้ไทยไปจีน และมีแผนนำ EV TRUCK มาช่วยขนส่งแทนรถยนต์สันดาปเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หลังลูกค้าหลายรายของบริษัทมีนโยบายผลักดันเรื่อง ESG ทั้งนี้ปี 2567 ตั้งงบลงทุนไว้สำหรับขยายกิจการต่างๆ ราว 200-300 ลบ.
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ปี 2567 คงคาด WICE จะมีกำไรสุทธิ 206 ลบ. พลิกเติบโต 21%YoY จากปริมาณขนส่งและค่าระวางที่คาดปรับตัวดีขึ้นหลังผ่านจุดต่ำสุดแล้ว อีกทั้งเศรษฐกิจของลูกค้าหลักจากจีนน่าจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นได้ใน 2H67 แต่อย่างไรก็ดี ล่าสุดค่าระวางในเส้นทางขนส่งหลักของ WICE ยังฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยจากข้อมูลของ สรท. พบว่า ช่วง ม.ค.-ก.พ. 24 ค่าระวางเรือในเส้นทางไทย-จีน ลดลง YTD และค่าระวางในเส้นทางไทย-ประเทศอื่นๆ ในเอเชียยังทรงตัว YTD (ต่างจากค่าระวางเรือเส้นทางไทยไปยุโรปและสหรัฐที่ปรับขึ้นแรง YTD เพราะเกิดสถานการณ์โจมตีเรือในทะเลแดง) จึงเป็นความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรที่ยังต้องติดตาม
  • แม้บริษัทประกาศจ่ายปันผลจากกำไรปี 2566 หุ้นละ 0.24 บาท (XD 4 มี.ค.) คิดเป็น Yield 4.1% แต่ 1Q-2Q67 คาดกำไรจะหดตัว YoY และราคาหุ้นปัจจุบันไม่มี Upside จากราคาเป้าหมายปี 2567 ที่หุ้นละ 5.40 บาท (อิง PER 17x) ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงยังคงไม่แนะนำเข้าลงทุน (Underperform) จนกว่าจะเห็นกำไรมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน, การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และความผันผวนของค่าระวางขนส่ง ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม (E) และการจัดการด้านความปลอดภัย (S)
20/02/2024 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตปี 2567 อย่างไร หลัง 4Q66 TNP มีกำไรสุทธิ 48 ลบ. ดีเกินคาด โดยเติบโต 7%QoQ ตามผลฤดูกาล และเติบโต 13.9%YoY ซึ่งเป็นผลจาก 1) ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 8.1%YoY จากยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น 0.8%YoY และรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 แห่ง (ไตรมาสนี้มีเปิดสาขาเพิ่ม 2 แห่ง และปิด 1สาขาจากหมดสัญญาเช่า) ทำให้สิ้นปี 66 มีสาขารวม 45 แห่ง และ 2) SG&A/Sales ลดลงเป็น 9.4% จาก 4Q65 ที่ 9.9% หลังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น หนุนให้ทั้งปี 2566 มีกำไรสุทธิ 156 ลบ. พลิกเติบโต 4.4%YoY
หลังไปได้อะไร
  • ผู้บริหาร TNP ตั้งเป้าปี 2567 มียอดขายรวมเติบโต 10%YoY แรงหนุนจาก 1) การเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิม หลังตลาดนักท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น และบริษัทมีแผนหาสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงมาจำหน่ายในร้านค้าเพิ่ม และ 2) การรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ โดยตั้งเป้าขยายสาขาใหม่อีก 4-5 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (เชียงราย เชียงใหม่และพะเยา) ซึ่งการขยายสาขาจะทำอย่างระมัดระวังมากที่สุด โดยจะคำนึงถึงเศรษฐกิจในประเทศและอยู่ระหว่างติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยตั้งงบลงทุนไว้ 150-200 ลบ. สำหรับขยายสาขา
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • ปี 2567 คาดยอดขายสาขาเดิมจะเติบโตราว 2-3%YoY (ดีขึ้นจากปี 2566 ที่ -1%YoY) จากกำลังซื้อที่ดีขึ้น ตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัว และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการ Easy e-Receipt ซึ่งเมื่อบวกกับการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มต่อเนื่อง จึงคาดจะช่วยหนุนให้ยอดขายรวมเติบโตได้ราว 5-10%YoY ขณะที่การมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นคาดจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาด ผลักดันให้ศักยภาพทำกำไรปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้เราคงคาดปี 2567 TNP จะมีกำไรสุทธิ 159 ลบ. เติบโต 2%YoY (ยังไม่รวม Upside จากมาตรการแจกเงินดิจิทัล)
  • 1Q67 คาดกำไรจะเติบโตสดใส YoY หลังตลาดนักท่องเที่ยวฟื้นตัวและมีมาตรการ Easy e-Receipt กระตุ้นการใช้จ่ายช่วง 1 ม.ค.-15 ก.พ. อีกทั้งมอง TNP จัดเป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์บวกโดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลที่จะทยอยออกมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นและ Upside Risk ต่อประมาณการในระยะถัดไป เมื่อบวกกับ บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยสิ้นปี 2566 แทบไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายเลย (Net Cash ราว 22 ลบ.) อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside น่าสนใจจากราคาเป้าหมายปี 2567 ที่หุ้นละ 20 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 3 ปีที่ 21x) และล่าสุดบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไร 2H66 หุ้นละ 0.045 บาท (XD 7 มี.ค.) คิดเป็น Div. Yield 1.4% ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ "ซื้อลงทุน" โดยเทคนิคมีแนวรับ 3.10-3.00 บาท และแนวต้าน 3.24-3.34 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ความปลอดภัยและการรักษาข้อมูลการรักษาของลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมทั้งการมีผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นของบริษัทเกิน 50%
19/02/2024 DELTA ก่อนไปคิดอะไร
  • DELTA ประกาศกำไรสุทธิ 4Q23 ที่ 4.7 พันล้านบาท in line กับตลาด แต่สูงกว่าเราคาด จาก one-time compensation gain จำนวน 546 ล้านบาท ที่นอกเหนือจากคาด ซึ่งมาจากการเจรจากับลูกค้าที่ช่วยอุดหนุนชดเชยผลกระทบจากในอดีตที่มีการล่าช้าในการรับมอบงาน ทั้งในส่วน Data Center และ EV บางราย อย่างไรก็ตามในไตรมาสนี้ก็มีการบันทึกค่าใช้จ่าย Technical service ย้อนหลังให้กับบริษัทแม่ในไต้หวันด้วยจำนวน 1,376 ล้านบาท และการกลับรายการของผลประโยชน์พนักกงาน อาทิ โบนัส ทำให้ค่าใช้จ่าย Administration ลดลงไปประมาณ 800 ล้านบาท ทั้งนี้ Core profit ออกมาอยู่ที่ 4.77 พันล้านบาท ลดลง 5.4% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 6.1% YoY หลักๆ ที่กำไรปกติลดลง QoQ มาจากรายได้ที่ลดลง 6.7% QoQ หลังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงในกลุ่มลูกค้า EV รวมถึงสถานการณ์การขนส่งไปผ่านทะเลแดงก็มีปัญหา ทำให้มีการขนส่งที่ล่าช้าด้วยเช่นกัน ทำให้สัดส่วนรายได้จาก EV on board charging ที่ส่งไปทวีปยุโรปกับสหรัฐฯ นั้นมีสัดส่วนที่ลดลงเหลือ 29.1% ใน 4Q66 จาก 32.9% ใน 3Q66 อย่างไรก็ตาม Gross margin เห็นสัญญาณการฟื้นตัวเป็น 24.5% ใน 4Q23 จาก 22.6% ใน 3Q23 เนื่องจาก Product mix ที่สัดส่วนสินค้า EV ที่มี margin น้อยกว่าลดลง ขณะที่ margin ของ Data Center-related และ AI power system ที่สูงขึ้นมาช่วยชดเชยได้ระดับหนึ่ง
หลังไปได้อะไร
  • ผู้บริหาร DELTA ตั้งเป้ายอดขายในรูปสกุลเงินดอลล่าร์ทั้งปี 2567 จะเติบโต 10-20% YoY โดยเฉพาะ EV (สัดส่วน 29% ของยอดขายรวม) ยังคงคาดว่าจะเติบโต 30-50% YoY ขณะที่ Data Center คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10% YoY นอกจากนี้ Product AI Power system ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งอาจจะยังไม่ได้มีสัดส่วนเยอะ แต่คาดว่าจะเป็น key growth driver ได้ในอนาคต ขณะที่ธุรกิจในประเทศอินเดีย (อุปกรณ์ Telecommunication 5G และ Power supply สำหรับ Data Center) ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ Gross margin ในปี 2024 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้เป็น 23-24% จาก 22.9% ใน 2023 (ยังอยู่ในคาดที่ 23%) โดยมาจาก EV ที่คาดว่าจะมี Gross margin ทยอยปรับขึ้นได้ อย่างไรก็ตามอาจจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับ technical service ให้กับบริษัทแม่ DELTA Taiwan เพิ่มขึ้นบ้าง ประมาณ 1% ของยอดขายรวม แต่ก็พยายามลดค่าใช้จ่ายอื่นๆมาชดเชย
  • 1Q24 outlook คาดว่าจะ flat QoQ เนื่องจาก EV ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความต้องการที่ชะลอตัวลง รวมถึงยังมีผลกระทบบ้างต่อสถานการณ์ใน Red Sea ที่ทำให้อาจจะมีความล่าช้าในการขนส่งบ้าง แต่เป็นแค่ระยะสั้น โดยสถานการณ์อาจจะต่อเนื่องมา 2Q24 บ้าง แต่คาดว่าการเติบโตของ EV จะมาในช่วง 2H24 จาก Commitment ของลูกค้าที่ให้ DELTA เตรียมกำลังการผลิตไว้รองรับ
  • เรามีการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ลงเล็กน้อย 5.4% มาอยู่ที่ 19.8 พันล้านบาท และลดลง 5.5% มาอยู่ที่ 21.0 พันล้านบาท ในปี 2568 โดยปรับ SG&A/Sale ที่เพิ่มขึ้น 1% เป็น 11.6% สะท้อนค่าใช้จ่าย Technical service ให้กับบริษัทแม่ไต้หวันเพิ่มขึ้น
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • เรายังคงแนะนำ Neutral ด้วย Target price ใหม่ที่ 79.5 บาท (จากเดิม 84.0 บาท) อิง PER ที่ 52 เท่าซึ่งเท่ากับ +0.5 SD ของ PE mean ในรอบ 5 ปี แม้ระยะสั้นอาจจะมีการชะลอการเติบโตไปบ้าง แต่ยังคาดว่าครึ่งปีหลังจากกลับมาเติบโตได้อีกครับ รายังคาดว่ากำไรปกติปีนี้จะเติบโต 7% YoY
  • ความเสี่ยง เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง การแข่งขันที่มากขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท
02/02/2024 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราคาดกำไรสุทธิของ 4Q66 จะสามารถเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ และทำ New High ได้ที่ 181 ล้านบาทโดยได้ปัจจัยหนุนจากระดับ Gross Margin ที่ดีขึ้นจากต้นทุนการผลิตในประเทศเวียดนามที่ต่ำกว่า ขณะที่ยอดขายรวมคาดว่าจะเติบโตจำกัดจากยอดขายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า
หลังไปได้อะไร
  • ยอดขายจากประเทศเวียดนามใน 4Q66 คาดจะฟื้นตัวได้ทั้ง YoY และ QoQ คาดที่ประมาณ +/-280 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายจากประเทศเวียดนามในปี 2566 จะทำได้ประมาณ 780 ล้านบาทอ่อนตัวกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 800 ล้านบาทเล็กน้อย อย่างไรก็ตามคาดว่าทิศทางของ Gross Margin ใน 4Q66 จะเพิ่มขึ้นเด่นจากต้นทุนที่ประหยัดได้จากเวียดนามและส่วนผสมของสินค้าในกลุ่ม Snack ที่มีสัดส่วนรายได้สูงกว่าและมี Gross margin ที่ดีกว่าเครื่องดื่ม
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • เรามีการปรับลดประมาณการรายได้ของปี 2566 ลงเล็กน้อย 8% เท่ากับ 5,976 ล้านบาท (+8%) เพื่อสะท้อนยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อ่อนกว่าเป้าเล็กน้อยและปรับเพิ่ม Gross margin เล็กน้อยเท่ากับ 28.5% จากเดิมที่ 28.3% ดังนั้นประมาณการกำไรสุทธิของปี 2566 คาดที่ 651 ล้านบาทไม่เปลี่ยนแปลงเติบโต 26% ทำ New High โดยใน 4Q66 คาดกำไรสุทธิที่ 181 ล้านบาท (+18.5% YoY และ +12.8% QoQ)
  • ทิศทางของปี 2567 SNNP จะเปิดเผยแผนการเติบโตในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ซึ่งในเบื้องต้นบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขาย 2 หลักและมองการเติบโตของเวียดนามที่ไม่ต่ำกว่า 20-25% หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท ดังนั้นเราคงประมาณการรายได้ของปี 2567 ที่ 6,771 ล้านบาท (+13%) และกำไรสุทธิทำ New High ที่ 737 ล้านบาท (+13%)
  • ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ จะออกสินค้าใหม่ในกลุ่มเสริมอาหาร หลังจากที่มีการพัฒนามาระยะหนึ่ง ซึ่งบริษัทมีเป้าที่จะ target กลุ่ม Mass และวางขายผ่านร้านสะดวกซื้อและมี SKU ใหม่ใน line นี้ต่อเนื่องทุกไตรมาสในปี 2567 ซึ่งเรายังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของเรา
  • ความเสี่ยง การบริหารต้นทุนและความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลัก การบริหารโรงงานในต่างประเทศ ความผันผวนของค่าเงินและเศรษฐกิจในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของข้อกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการปรับขึ้นของค่าแรง
  • ความเสี่ยงด้าน ESG แม้ในรอบปี 2566 SNNP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน SET ESG Ratings แต่บริษัทมีเป้าในการจัดทำแบบประเมินการเป็นหุ้นยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ ESG Ratings ในปีต่อๆ ไป ซึ่งทางบริษัทมีแผนเพิ่มในส่วนของสังคม (Social) และ Governance และมีความแข็งแกร่งในส่วนของสิ่งแวดล้อม (Environmental)
  • เรามองการเติบโตของปี 2567 ต้องได้ปัจจัยหนุนจากการผลิตในประเทศเวียดนาม ขณะที่ในประเทศเติบโตจำกัดหากขาดสินค้าใหม่ที่ได้รับการตอบรับดี ดังนั้นแนะนำทยอยสะสม ด้วยสมติฐาน PER ที่ 4 เท่า (-0.5SD) ราคาเป้าหมายปี 2567 เท่ากับ 24.80 บาท/หุ้น
09/01/2024 SECURE ก่อนไปคิดอะไร
  • สอบถามถึงแนวโน้มผลประกอบการ 4Q66 และแนวโน้มการเติบโตของรายได้ในและปัจจัยขับเคลื่อนในปี 2567

หลังไปได้อะไร

  • เราคาด SECURE จะรายงานกำไรจากการดำเนินงานปกติ 4Q66 ที่ 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157.8% QoQ และ 16.9% YoY โดยภาพรวมแนวโน้มเป็นไปตามที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า 4Q66 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี เนื่องจากเป็นไตรมาสที่ลูกค้าภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นประมาณ 80% ของรายได้รวมเร่งการปิดงบประมาณประจำปีทำให้มีการเร่งส่งมอบงานเกิดขึ้น โดยถ้าเป็นไปตามคาดกำไรปี 2566 ของบริษัทจะอยู่ที่ 89 ล้านบาท เติบโต 61.6% YoY ใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ โดยงบจะประกาศในวันที่ 29 ก.พ.
  • ในส่วนของรายได้ 4Q66 เราคาดว่าจะอยู่ที่ 310 ล้านบาท เติบโต 2% QoQ และ 33.7% YoY ซึ่งเป็นผลจากการเร่งปิดงานของลูกค้าในช่วงปลายปี อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 19% จาก 16.3% ใน 3Q66 เนื่องจากช่วง 4Q66 เงินบาทแข็งค่าค่อนข้างเร็วจาก 36.5 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ในช่วงต้นไตรมาสเป็น 34.4 บาท ทำให้เราคาดว่า SECURE จะได้ประโยชน์ทางด้านต้นทุนเล็กน้อยจากประเด็นนี้ SG&A คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 6.8% QoQ และ 1.5% YoY อยู่ที่ 25.5 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้ทางบริษัทมีการจัดงาน Solution day หรืองาน Showcase ด้าน Cybersecurity ที่ปีนี้ถือว่าบริษัทจัดงานค่อนข้างใหญ่กว่าปีที่ผ่านมา
  • ในปี 2567 ทาง SECURE ตั้งเป้าการเติบโตรายได้ที่ 20% ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากที่เราคาดการเติบโตของรายได้ปี 2566 ที่ 6% โดยทางผู้บริหารให้เหตุผลว่าปี 2567 จะมีการเจาะตลาดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่คือกลุ่มสาธารณูปโภค เนื่องจากเป็นตลาดใหม่และมีความต้องการที่สูง โดยในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะใกล้เคียงปี 2566 โดยประมาณการของเราใกล้เคียงกับที่ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ยกเว้นการเติบโตของรายได้ที่เราทำไว้ที่ 10% เนื่องจากเราขอรอดูผลตอบรับของกลุ่มลูกค้าใหม่ที่บริษัทเตรียมที่จะเจาะตลาดเพิ่มก่อน ทำให้ภาพรวมเราคาดกำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 108 ล้านบาทเติบโต 17.2% YoY

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 18 บาทต่อหุ้น อิง PE ที่ 17x ปี 2567 เรามองว่า SECURE เป็นหุ้นที่ยังเติบโตบนความต้องการด้าน Cybersecurity ประกอบกับราคาหุ้นยังไม่สะท้อนภาพการฟื้นตัวของกำไรที่ดีขึ้น ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ Valuation ที่น่าสนใจที่ 5x PE ปี 2567 เทียบกับการเติบโตของกำไรปี 2567 ที่ 17% และปี 2568 ที่ 18%
  • ความเสี่ยงคือสถานการณ์ Chip shortage และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่อาจจะทำให้ลูกค้าชะลอการลงทุนออกไป
03/01/2024 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • ผลการดำเนินงาน 4Q66 และเป้าหมายการเติบโตของปี 2567 จะเป็นอย่างไร หลังผ่านพ้นปี 2566 และกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ปี 2567 แล้ว
หลังไปได้อะไร
  • ผู้บริหาร TNP คาด 4Q66 ยอดขายรวมเติบโต YoY แรงหนุนจากรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น 4 แห่งจาก 4Q65 โดย 4Q66 เปิดเพิ่มอีก 2 แห่งในจังหวัดเชียงราย คือ อ. เมือง ขนาด 1,000 ตร.ม. ใกล้แหล่งท่องเที่ยว 1 แห่ง และ อ. เวียงป่าเป้า ขนาด 300 ตร.ม. ซึ่งทำให้สิ้นปี 66 มีสาขารวม 46 แห่ง เพิ่มจากปีก่อนที่มี 42 แห่ง ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมมีแนวโน้มทรงตัว YoY เนื่องจากเดือน ต.ค. ยอดขายสาขาเดิมยังติดลบ เพราะมีฐานสูงปี 65 จากมาตรการคนละครึ่งเฟส 5 แต่คาดถูกชดเชยได้ด้วยยอดขายสาขาเดิม พ.ย.-ธ.ค. ที่ปรับตัวดีขึ้นหลังเข้าสู่ฐานปกติ อีกทั้งการจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวปลายปีกลับมาดีขึ้น
  • สำหรับปี 2567 TNP ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-15%YoY จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิม หลังมีแผนหาสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงมาจำหน่ายในร้านค้าเพิ่ม และตั้งเป้าขยายสาขาใหม่อีก 6 แห่ง (ปัจจุบันมีทิ่ดินแน่นอนแล้ว 2 แห่ง และที่เหลือกำลังหาทำเลที่เหมาะสม) ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ แจกเงินดิจิทัล คาดจะเห็นเป็นรูปธรรมใน 2H67 โดยมองจะส่งผลดีต่อบริษัทโดยตรง ทั้งนี้ TNP มีสาขากระจายครอบคลุมภาคเหนือตอนบน ซึ่งคาดลูกค้าจะสะดวกและสามารถเข้ามาใช้เงินดิจิทัลได้ในทุกสาขา
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
  • 4Q66 TNP จะเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปี 2566 โดยคาดมีกำไรสุทธิ 41 ลบ. โต 22.5%QoQ ตามผลฤดูกาล แต่จะทรงตัว YoY เนื่องจากคาดการรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 แห่ง จะถูกหักล้างบางส่วนด้วยยอดขายสาขาเดิมที่ทรงตัว YoY หลังมีฐานสูงปีก่อน (ต.ค. 65 ยังได้อานิสงส์บวกจากคนละครึ่งเฟส 5) จึงคาดยอดขายรวมเพิ่มขึ้นเพียง 6.6%YoY อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นคาดลดลงเป็น 16.6% จาก 17.3% ใน 4Q65 เพราะบริษัทยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายสินค้าได้หมด อย่างไรก็ดีทั้งปี 2566 คาด TNP จะมีกำไรสุทธิ 149 ลบ. ทรงตัว YoY ตามประมาณการเดิม และจะพลิกเติบโต 6%YoY ในปี 2567 จากกำลังซื้อที่ดีขึ้นและการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีแผนเปิดต่อเนื่องอีก 6 แห่ง
  • เรามองปี 2567 ผลการดำเนินงานของ TNP มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น และยังเป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์บวกโดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลที่จะทยอยออกมา (ในประมาณการของเรายังไม่รวม Upside จากมาตรการแจกเงินดิจิทัล) เมื่อบวกกับ การมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยสิ้น 3Q66 ไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและมีฐานะเงินสดสุทธิราว 69 ลบ. อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside น่าสนใจจากราคาเป้าหมายปี 2567 ที่หุ้นละ 20 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 3 ปีที่ 21x) ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ "หาจังหวะซื้อลงทุน" ทั้งนี้เชิงเทคนิคมีแนวรับ 2.94-2.86 บาท และ แนวต้าน 3.08-3.14 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ความปลอดภัยและการรักษาข้อมูลการรักษาของลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมทั้งการมีผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นของบริษัทเกิน 50%